หยุด “เกรงใจ” หากอยากให้องค์กรพัฒนา

kidsandmom

วันก่อนได้ได้โอกาสเสวนากับพี่คนหนึ่งเกี่ยวกับหัวข้อการฝึกหัดภาษา เพราะหน่วยงานได้มองเห็นประโยช์จากการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษให้กับบุคลากร เพื่อมีประโยชน์สำหรับการติดต่อและทำการสื่อสาร ตอบโต้ในงาน เพื่อปฏิบัติงานก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น ก็เลยได้ส่งบุคลากรที่ประเมินแล้วว่า มีความสำคัญที่จะจะต้องใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน แต่ว่ายังคงมี Level ภาษาเข้าขั้นที่อ่อนด้อย ไปเข้าคลาสกับเจ้าของภาษาเพื่อสามารถปรับปรุงความถนัดของตัวเอง ให้สามารถเอามาสำหรับเพื่อการทำงาน ได้อย่างลื่นไหล และไม่เป็นปัญหา

ผ่านการเข้าคลาสอย่างสม่ำเสมอไปหลายชั่วโมง [

เครดิตฟรี]ตรงเวลายาวนานหลายวันต่อเนื่องกัน แน่ๆจ้ะ ว่าพี่คนนี้ได้กลับมาเล่าอย่างภูมิใจ ถึงสิ่งดีๆที่ได้รับมา แล้วก็สิ่งที่เค้าตรึงใจสูงที่สุด มันก็คือการให้โอกาสให้ถามตอบ ถึงศัพท์ และก็ประโยคบางประโยค ที่เคยคิดจะใช้กับชาวต่างชาติ แต่ว่าไม่เคยทราบว่าจะติดต่อยังไง ในขณะที่พี่สาวเค้ากำลังเล่าถึงเรื่องราวแบบอย่างที่ได้พบมาในคลาสอย่างบ้าดีเดือด ก็มีคำ คำหนึ่ง ที่น่าดึงดูดเยอะมากๆ มันก็คือ คำว่า “เกรงอกเกรงใจ” ต้องการจะบอกคนประเทศอื่นอย่างยิ่ง ว่า I เกรงอกเกรงใจนะ แม้กระนั้นไม่เคยรู้จะบอกอปิ้งไร แล้วก็แล้วคำตอบที่คุณครูคนต่างประเทศตอบกลับมานั่นก็เป็น ภาษาอังกฤษ “ไม่มี” คำว่า “เกรงอกเกรงใจ” You ถูกใจ หรือเปล่าถูกใจอะไร เพราะเหตุไรไม่บอกออกเลยไปเลยตรงๆล่ะ…น่าประหลาดใจมั้ยขา?

ฟังมาถึงที่ตรงนี้ เป็นประโยคที่เชื้อเชิญคิดอะไรต่อได้มากมายก่ายกอง ผู้ที่ดำเนินการอยู่ในหน่วยงานของบริษัทต่างประเทศคงจะพอนึกภาพกันออก บางเวลาด้วยวัฒนธรรมของคนประเทศไทย ที่สุภาพ อะลุ้มอล่วย ชอบเกรงอกเกรงใจ ไม่กล้าไม่ยอมรับ ไม่กล้าพูดความเป็นจริง มันกลายเป็นข้อบกพร่อง ที่กำลังทำลายความรุ่งโรจน์ในหน่วยงาน ให้เดินต่อไปด้านหน้าได้ยาก

คนประเทศไทย มักยอมตามในทุกเหตุการณ์
ด้วยคำว่า เกรงอกเกรงใจ
ในตอนที่คนต่างชาติ ขวานผ่าซาก[

สล็อต] ถูกใจหมายถึงถูกใจ ไม่หมายถึงไม่
ไม่มีคำว่า เกรงอกเกรงใจ
แล้วก็ท้ายที่สุด คำว่าเกรงอกเกรงใจ ดันแปลงเป็นข้อเสีย จุดหนึ่ง
ที่ทำลายความรุ่งเรืองในหน่วยงาน
เคยพบเหตุการณ์อย่างงี้บ้างหรือเปล่าค่ะ? เมื่อมีการสัมมนาแต่ละครั้ง จะมีปัญหาก่อนจะมีการปิดประชุมเสมอ “คนใดมีอะไรจะถาม หรือคอมเม้นท์อีกมั้ย?” สิ่งที่ทุกคนในห้องสนองตอบกลับไปยังปัญหานี้ก็คือ…ความเงียบ แม้กระนั้นเมื่อประตูห้องที่ใช้ในการประชุมถูกเปิดออก ต่างก็ได้ยินเสียงวิจารณ์ตามมาอีกเยอะมาก “เพราะอะไรถึงไม่ทำอย่างงั้น” “เพราะเหตุใดถึงไม่ทำแบบนี้” “ที่ฟังมาเมื่อสักครู่มองไม่เห็นดีเลย จริงๆน่าจะเป็นอีกแบบหนึ่งมากยิ่งกว่า” บลาๆๆเยอะมากมากมายก่ายกอง รวมทั้งที่เลวไปกว่านั้น ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ถ้าเกิดสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เป็นไปตามสิ่งที่ผู้ Present ได้พรีเซนเทชั่นไป ไหมได้เป็นไปตามที่ได้สรุปในห้องที่ใช้สำหรับการประชุม ประโยคที่จะตามมาโน่นเป็น “นั่นไง!!! มองเห็นมั้ยล่ะ ฉันว่าแล้วเชียว….” กลับไปตอกย้ำเค้าเข้าไปอีก

เหตุกลุ่มนี้ ส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากความ “เกรงอกเกรงใจ” ไม่กล้าที่จะวิจารณ์ ไม่กล้าออก[

สล็อตออนไลน์]ความคิดเห็น ว่าถูกใจ ไหมถูกใจ อาจเกิดขึ้นจากว่า ผู้ที่ Present มีตำแหน่งใหญ่มากยิ่งกว่า หรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากต้องการรักษาน้ำใจ ไม่อยากที่จะให้มีการทะเลาะ ในอีกแง่หนึ่งเป็นมีความคิดว่าเสนอไปก็แค่นั้น ด้วยเหตุนี้ เงียบไว้ดีมากกว่า ในที่สุดแล้ว ปัญหาต่างๆก็มิได้ถูกคลี่คลายอย่างทันทีทันควัน ก็เลยบางทีอาจจะเปลี่ยนเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่บางทีอาจจะวนกลับชาติมาเกิดได้อีก เพราะเหตุว่าไม่มีการเสนอวิถีทางใหม่ๆที่จะทำให้ ปัญหาพวกนั้นได้ถูกกำจัดออกไปอย่างยั่งยืน แทนที่จะได้ใช้เวลาเพื่อไปสร้างสรรค์หาทางปรับปรุงหน่วยงานให้ดีขึ้น กลับจำเป็นต้องมานั่งไขปัญหาเดิมๆที่ค้างคาไม่จบไม่สิ้นสักครั้ง

หน่วยงานไม่ปรับปรุง
เนื่องจากไม่กล้า…ปฎิเสธ
อีกกรณีหนึ่ง ด้วยนิสัยรากฐานของชาวไทย ชอบค่อนข้างจะรักษาความเกี่ยวข้อง รักษาน้ำใจแบบบัวไม่ให้บอบช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ก็เลยชอบ “ไม่กล้าปฎิเสธ” ความเกรงอกเกรงใจเลยเปลี่ยนเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของหน่วยงานซะงั้น คนใดกันแน่เสนออะไรมาก็ “เยี่ยมขอรับพี่ ดีนะครับท่าน” เฮละโล เอาอย่างน้ำกัน เมื่อพลาดขึ้นมา ก็ดับทั้งยังหน่วยงาน ขณะที่คนต่างประเทศจะกล้าเสนอความเห็นมากยิ่งกว่า ถ้าหากเรื่องไหนไม่ดี ไม่เหมาะสม ไม่สมควร เค้าพร้อมที่จะท้วง เพื่อจะเสนอทางใหม่ๆให้หน่วยงานได้ปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น

คนประเทศไทยบางกรุ๊ป ยิ่งพบคนต่างประเทศ ก็ยิ่งกลัว บางทีอาจจะเป็นเนื่องจากว่า[

jumboslot]ด้วยข้อด้อยทางด้านภาษาสำหรับในการติดต่อ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าตัวใหญ่มากยิ่งกว่าพวกเราก็ไม่เคยทราบ ยิ่งทำให้ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนอ ไม่กล้าท้วง บวกกับความขี้เกรงใจเป็นทุนเดิม ก็ยิ่งทำให้ไปกันใหญ่

อย่างไรก็ดี “ความเกรงอกเกรงใจ” แล้วก็ความสุภาพมีมารยาทตามแบบฉบับของคนประเทศไทย ใช่ว่าจะไม่ดีนะคะ ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเสน่ห์ เป็นความน่ารักน่าเอ็นดูของความเป็นมนุษย์ไทย ที่ประเทศอื่นๆต่างชื่นชมสรรเสริญ แม้กระนั้นควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ ประเดี๋ยวจะเปลี่ยนเป็นว่าอ่านบทความ บทนี้จบ จะมีผลให้คนอ่านเปลี่ยนเป็นคนนิสัยเสีย เลิกนิสัยเกรงอกเกรงใจคนอื่นๆซะอย่างงั้น การเสนอแนวความคิด การชี้ถูกชี้ไม่ถูก การรับหรือไม่ยอมรับ ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงออกมาอย่างดุเดือด มันยังมีหลายๆแนวทางสำหรับการติดต่อแล้วก็แสดงออกมาเหมือนกัน เพียงแต่พวกเรากล้าที่จะกล่าวในสิ่งที่ควรจะบอก และก็ทำในสิ่งที่ควรจะทำ เพื่องานและก็ปัญหาต่างๆได้ถูกปรับปรุงและก็คลี่คลาย

ที่มาเล่าให้ฟัง ก็เพราะว่าต้องการที่จะให้มองเห็นถึงความไม่เหมือน ทางด้านแนวความคิด และก็การกระทำ ในบางเหตุการณ์ พวกเราไม่สมควรต้องเกรงอกเกรงใจ แต่ว่าควรจะกล้าที่จะปฎิบัติและก็พรีเซ็นท์ในสิ่งที่ดี มีสาระ เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีมากกว่า กล้าให้มีการปฏิบัติในทางวิถีทางใหม่ๆเพื่อหน่วยงานได้ขจัดปัญหา แล้วก็ปรับปรุงไปในทางที่ดียิ่งขึ้นได้

ในอีกแง่หนึ่งก็คือ คนภายในหน่วยงาน ก็จำเป็นต้องกล้าที่จะเปิดรับกับเสียงติชมของคนอื่นๆให้มากยิ่งขึ้น[

slot] ไม่ขัดขวางข้อคิดเห็น ลดความเป็นอีเก๋ลง ลดการแบ่งชนชั้นทางสังคม เพื่อลดช่องว่างระหว่างตำแหน่ง จะยิ่งทำให้หน่วยงานเริ่มอดทน แล้วก็สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างเร็วนั่นเองจ้ะ