ไม่เห็นด้วย” แต่พูดไม่ได้

kidsandmom

ปัญหา “ความคิดเห็นต่าง” แม้ว่าจะแจ้งชัดร้ายแรงที่สุดเป็น หัวข้อการเมืองในตอน 10 กว่าปีข้างหลัง (เริ่มตั้งแต่ราวปี พุทธศักราช2549-50) ที่ถ้าไม่เห็นพ้องอะไรกับคนไหนกันแน่แล้ว เสวนากันยาก แม้กระนั้นตามความจริง หลายเรื่องทั้งยังในชีวิตประจำวันและก็ในสังคมพวกเราก็ไม่ค่อยรับข้อคิดเห็นต่างของกันมานานแล้ว

หากตรึกตรอง หรือมองดูไปเปรียบที่อื่นๆเริ่มจากการบ้านการเมือง[

เครดิตฟรี] ทุกประเทศก็ย่อมมีคนเห็นไม่เหมือนกัน และก็ในหลายประเทศแจ้งชัดว่ามีเพียงแค่ 2 พรรคใหญ่ที่อยู่ตรงกันข้ามกันเปรียบเสมือน ซ้าย กับ ขวา แต่ว่าเขาอาจมีปัญหา มีความรู้สึกว่าไม่พอใจอีกข้างกันอยู่บ้าง แม้กระนั้นไม่ร้ายแรง หรือถ้าหากกระทบกระทั่งก็ไม่แผ่ไปกว้างใหญ่ และก็ไม่จบสิ้นที่สำคัญ ไม่แพร่กระจายไปเรื่องอื่นเสมือนบ้านพวกเรา… เพราะเหตุไร?

การบ้านการเมืองเป็นเพียงแค่ผลหนึ่งที่แจ้งชัดในวันนี้เพียงเท่านั้น ส่วนตัวคิดว่าปัจจัยเบื้องต้นมาจากค่าความนิยม ลักษณะนิสัยของคนโดยมากในประเทศพวกเราเอง ก็เลยมีผลไปถึงปัญหาด้านการเมืองด้วยต่างหาก..

ลองคิดดูแบบอย่างในหัวข้อการดำเนินการ ท่านอาจจะมองเห็นได้จากประสบการณ์ การได้คุย ได้อ่าน ได้ฟัง หรือสัมผัสด้วยตัวเอง จะพบว่า หลายประเทศ คุณสามารถทะเลาะกันได้ด้วยใจความสำคัญในงาน และก็จบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณสามารถวิภาควิจารณ์สิ่งหนึ่งอย่างเข้มข้น แม้กระนั้นอีกข้างบางทีอาจสารภาพแม้กระนั้นโดยดี หรือกับคำว่า Feedback (ฟีดแบค-การสะท้อนกลับ) ที่ผมเคยเขียนไปในบทความ ‘‘อย่าโทษคนใด ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเรา’ ว่า แม้ว่าจะเป็นด้านดี แต่ว่าอีกข้างก็มีสิทธิมีความรู้สึกว่า “กำลังโดนต่อว่า” ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการ ว่ากล่าวเพื่อก่อ หรือเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม

แน่ๆพวกเราเหมารวมทุกคนในสังคมมิได้ บางทีอาจเกิดเรื่องส่วนตัว ผู้ที่เปิดรับก็มี[

สล็อต] ผู้ที่ไม่ค่อยเปิดรับก็มี อีกทั้งบ้านพวกเราแล้วก็ในประเทศอื่น ซึ่งผมก็มิได้คิดเปรียบเทียบประเทศพวกเรากับประเทศไหน เพียงแค่มองดูรากฐานความเป็นจริงของสังคม รวมทั้งความนิยมบางประการของบ้านพวกเรา

เมื่อเป็นความเชื่อ ก็เลยห้ามดูถูกเหยียดหยาม..
เรื่องแรกเป็น “ความเชื่อถือ” เมื่อประโยคอย่างคำว่า “ไม่เชื่ออย่าดูถูกเหยียดหยาม” ยังเป็นอะไรที่คนโดยมากสารภาพ โดยที่ถึงแม้มันจะใช่หรือไม่จริงก็ตาม? พวกเราห้ามดูหมิ่น ผีสาง ทวยเทพ ใดๆก็ตามทั้งปวงเพียงแค่เพราะว่ามีคนเชื่อ?

ถ้าหากว่ากันตามครรลอง ก็ไม่สมควรดูถูกเหยียดหยามความศรัทธาคนใดกันแน่นั่นแหละ บางคราวก็จะต้องแบ่งแยกระหว่าง “ดูหมิ่น กับ ลบหลู่ดูหมิ่น” ดังเช่น ผู้ที่ไม่ไหว้เจ้า/เทวดา บางทีอาจด้วยเหตุผลการเชื่อในศาสนา ไหมได้เชื่อถือก็ตาม แบบนี้ เป็นลบหลู่ดูหมิ่น ไหม? คำตอบจำนวนมากอาจมองว่ายังไม่ดูถูกเหยียดหยาม แต่ว่าถ้าหากชูเท้าให้จนกระทั่งปฏิบัติในลักษณะย่ำยีบางประการ อย่างงี้ “พฤติกรรม” ดูถูกเหยียดหยาม แจ่มกระจ่าง

แต่ว่าถ้าหาก “ทางคำบอกเล่า” ล่ะ??

ถ้าหากเพียงแค่กล่าวขึ้นมาว่า “ไม่เชื่อเจ้า ไม่เชื่อเทวดาหรอก” เขาก็ว่าดูถูกดูแคลนกันแล้ว หรือบางทีแค่เพียงตั้งปัญหาบอกออกมาในประมาณว่า “ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือ?” แบบนี้ก็มีคนตำหนิได้โดยทันที แล้วอะไรคล้ายนี้ก็เลยแปลงเป็นสิ่งที่พวกเรา.. ไม่สามารถพูดได้ มิเช่นนั้นไปดูถูกดูแคลนเขา?

ความเลื่อมใส จำต้องละเลยความถูก-ไม่ถูกไหม?
สมมุติอย่างหนึ่งแล้วกันว่า วันหนึ่งผมไปบ้านคุณแล้วชี้ไปจุดหนึ่งกึ่งกลางหน้าบ้านแล้วกล่าวว่า[

สล็อตออนไลน์] “วิญญาณเจ้าคุณปู่เสียชีวิตที่ตรงนี้ ขอตั้งศาลเจ้าที่ได้ไหม?” พร้อมอ้างคนทรง นิมิต เรื่องราวแปลกๆให้ท่านฟัง หากคุณไม่เชื่อที่ผมบอก บ้านคุณเองก็จะอยู่ไม่มีความสุข (แช่งคุณด้วย) ปัญหาเป็น คุณจะยอมตั้งศาลไหม?

ผู้คนจำนวนมากคงจะตอบโดยทันที “ไม่ให้ตั้ง” เพราะว่าไม่เชื่อ.. แต่ว่าก็มีเล็กน้อยบางทีอาจกล่าวว่า “ถ้าหากเกิดเรื่องจริง(พิสูจน์) ก็จะให้ตั้ง” ซึ่งมิได้แสดงว่าจะต้องพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ใดๆก็ตามเพียงแค่เป็นการพิสูจน์ไปในทางวิญญาณ เช่นเดียวกัน โดยหาผู้ที่ตนเชื่อมา…

ที่น่าดึงดูดเป็นผู้คนจำนวนมาก “แม้ว่าจะตอบไม่ให้ตั้ง” ในทันที แต่ว่าแม้ถามคำถามว่าเชื่อเรื่องวิญญาณไหม ก็ย่อมมีที่พูดว่า “เชื่อ” และก็ “ไม่เชื่ออย่าดูหมิ่น”…

หากพวกเรามองดูกันในระบบสังคมที่เป็นกลาง การที่ผมจะไปละเมิดที่ดินบุคคลอื่นด้วยเรื่องเฉพาะบุคคล เหตุผลส่วนตัวใดก็ตาม โดยที่จะเกี่ยวกับไสยเวทไหม มันก็ผิดจำต้องอยู่แล้ว เพราะว่าข้อบังคับมีไว้เพื่อการอยู่ร่วมกัน แต่ว่าพอเพียงมันมีความเชื่อตัวเองเกี่ยวเนื่อง บางบุคคลก็เลยคิดเอาว่า “ฝ่าฝืนได้ ละเว้นได้” รวมทั้ง “แตะ” มิได้

ไม่ใช่แค่ “ความเลื่อมใส” หรือ ความศรัทธาในต่อไปนี้ตามที่เป็นจริงไม่ใช่แค่ไสยเวท แต่ว่าเป็นความเชื่อในความนึกคิด ในความถูกต้องชัดเจน จนถึงความชื่นชมยินดี รู้สึกชื่นชอบ ต่ออะไรบางอย่างหรือบุคคลก็ตาม พวกเราก็เลยไม่บางทีอาจวิภาควิจารณ์ ศิลปิน คนที่ใครๆก็รู้จัก นักการเมือง ถึงแม้ว่าจะ ไลฟ์ผู้ฝึกสอน ในขณะที่ทุกคนมีด้านไม่ดี มีไม่ถูก มีพลาด ต่อให้ผมเอง ย่อมมีสิทธิถูกว่ากล่าว วิภาควิจารณ์ได้ ในด้าน พฤติกรรมที่พวกเราเห็นด้วยหรือเปล่าเห็นด้วย ซึ่งแน่ๆจะต้องไม่ใช่ด่าว่าหรือฝ่าฝืนสิทธิ

ข้าวของก็ด้วยเหมือนกันแบรนด์กระเป๋า โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถยนต์ รวมทั้งอื่นๆที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อถือเลื่อมใส เมื่อมีข้อบกพร่องมาป้องกันอย่างกับเป็นเจ้าของบริษัท ในขณะที่ไม่เคยได้ผลิตภัณฑ์อะไรจากเขาฟรีๆซึ่งแม้คิดดีๆพวกเราล้วนอยู่ในฐานะผู้ใช้ควรจะด้วยกันคุ้มครองปกป้องสิทธิ์รวมทั้งวิเคราะห์ประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์นั้น แต่ว่าก็มันก็เป็นได้ยาก

ค่าความนิยมบางประการ
นี่ก็ส่วนใดส่วนหนึ่งของฐานรากแนวทางการทำให้พวกเรา “ไม่สามารถพูดได้” ค่าความนิยมบางประการที่กล่าวกว้างๆเป็น ระบบค้ำจุน ในบ้านพวกเราที่ตั้งหลักปักฐาน แม้ว่าจะมีทุกหนทุกแห่งทุกประเทศแต่ว่าในเนื้อหามีความต่างกัน ในทาง เด็กจำต้องยกย่องคนแก่ รุ่นพี่จำต้องยกย่องรุ่นน้อง หรืออดีตกาลการเอาอีกทั้งความนิยมและก็ความศรัทธามาผูกกันไว้ แบบอย่างมีมาเป็นเวลายาวนานเป็น แย้งบิดามารดาตายไปเป็นเปรต (เด็กสมัยใหม่บางทีอาจโชคดีพบเรื่องอย่างงี้ลดลง)

นับถือ กับ ให้เกียรติ ใช้แตกต่างกัน
บางทีอาจมีความเห็นว่า แท้จริงประเด็นการนับถือคนที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่อายุ การเคารพตำแหน่งงานก็เป็นสากล แล้วก็เกิดเรื่องที่ไม่น่าจะใช่ปัญหา มองดูผิวเผินแล้วคงจะดี แม้กระนั้นสำหรับบ้านพวกเรานั้น “เคารพนับถือ กับ ให้เกียรติ” จำแนกไม่ค่อยได้ ผู้ที่อยู่สูงยิ่งกว่าก็ยึดติดกับอำนาจก็จำนวนมาก ได้แก่ เพียงแค่เดินผ่านผู้ใดกันไม่ยกย่อง ก็ใช้ “อำนาจ” เข้าใส่ มันเป็นการบังคับเปลี่ยนๆให้จำเป็นต้องนับถือโดยบางคราวพวกเราก็ไม่รู้เรื่อง แล้วจะให้วิภาควิจารณ์ บอกอะไรกับคนเหล่าโน่นหรือ?

การเคารพ ก็เลยประกอบไปด้วยความ “ไม่เต็มใจ” ในหลายเรื่อง หัวหน้า หรือประธานเดินผ่านมาในสถานที่สำหรับทำงาน พวกเราก็เลยต่างพากันแยกย้ายเดินไปคนละทาง ในอีกด้านก้มตัวให้ ยกมือขึ้นไหว้ เพียงพอพ้นไปกลับนินทา ต่อว่า ไปจนกระทั่งด่าว่า การตัดสินใจสำหรับเพื่อการดำเนินการ โดยไม่มีตรองได้ นี่เป็นแบบอย่าง นับถือ แม้กระนั้นไม่เคยให้เกียรติ..

นอกเหนือจากมุมผู้สูงขึ้นยิ่งกว่า ผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าหลายราย อึกทึกก็ต้านทาน เสมอภาค ไปเสียหมดด้วยเหมือนกัน แบบนี้ การร่วมกลุ่ม การร่วมแรง รวมทั้งกระบวนการทำอะไรเป็นระบบคงจะเป็นได้ยาก เนื่องจากว่าการ ยกย่อง กับให้เกียรติ จะดูมุมใดมันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของสิทธิ์ แล้วก็หน้าที่ เสมือนที่พูดกันว่า เสมอภาค มิได้แปลว่า เสมอกัน เสมอ

ดังนี้ภาพที่เด่นชัดของการตั้งหลักปักฐานของความนิยมมันมีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ความมีสิทธิพิเศษชนของคนบางกรุ๊ป เส้นใหญ่ได้ก่อน เด็กนายจะต้องเจริญ ตารางยังคงไว้ขังคนยากจน แม้กระทั้งที่จอดรถ VIP นี่ก็คือการผลิตสิทธิพิเศษชนอย่างหนึ่งใกล้ตัวที่ถ้าหากพวกเราได้สิทธิ์ “พวกเราเองก็คว้ามัน”

หลายๆเรื่องบอกไปบางทีอาจมองไปในทางการบ้านการเมืองแล้วก็สังคม ซึ่งมันยิ่งแสดงชัดว่า[

jumboslot] เป็นเพราะว่าฐานรากของบ้านพวกเราเป็นตามที่กล่าวไปจริงๆแต่ทว่าเรื่องใกล้ตัวเราบางเรื่องมันชินไม่ยิ่งนักรุนแรง พวกเราก็เลยยอมรับได้ เนื่องจากในสมัยก่อนพวกเราจำต้องเห็นด้วยอะไรมากยิ่งกว่านี้นัก แล้วก็อย่าลืมว่านี่มันเป็น ฐานราก ฐานราก ที่จุดหมายปลายทางจะมีผลไปการบ้านการเมือง หรือเรื่องเฉพาะบุคคล ก็ไม่แตกต่างกัน…

…กระทั่งหลายเรื่องพวกเราลืมคิดไปแล้วแล้วก็ปลดปล่อยผ่าน ท้ายที่สุดพวกเราก็จำเป็นต้องเห็นด้วยอะไรที่ไม่ได้อยากต้องการสารภาพ “แม้กระนั้นไม่สมควรกล่าว” หรือกล่าวไปก็ไม่มีประโยชน์..

แม้กระทั้งคนใกล้ตัวแล้วก็เงื่อนส่วนตัว
กลับมาดูที่ใกล้ที่สุด แม้กระทั้งคนใกล้ตัวหรือคนรอบกาย เอาแบบอย่างที่มันไม่เกี่ยวข้องค่าความนิยม สังคม การบ้านการเมือง หรือความถูกต้องแน่ใจใดๆก็ตามกับสิ่งที่เขาทำ ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่งคุณอาจพบว่า คนบางบุคคลแต่งตัวสุดห่วยแตก มาดำเนินงาน ความรู้สึกคุณเป็น “ไม่เห็นพ้อง” ที่เขาแต่งอย่างนั้น แต่ว่าถ้าหากคุณกล่าว แม้ว่าจะเป็นการบอกที่ระวัง มิได้บอกเฉพาะหน้าไม่ว่าใคร เขาบางทีอาจไม่ทันคิดอะไรด้วย ว่าจริงไหม? หรือเจตนาใด? อาการต้านอาจมาก่อนโดยทันทีด้วยอารมณ์ร้ายแรงก็เป็นไปได้

ซึ่งนอกเหนือจากการดูดซับความศรัทธา ค่าความนิยมกระทั่งปกติไปแล้ว บางครั้งบางคราวเหตุหนึ่ง ก็มาจากเงื่อนส่วนตัว “วัยเด็ก” บางเรื่องที่พวกเราคนจำนวนไม่น้อยมีด้วยกันเป็น ทำผิดจะต้องโดนตี ลงโทษ แต่ว่าปฏิบัติดีมิได้รับคำดู ผู้กระทำลัวทำไม่ถูกนั้นเกิดเรื่องที่ดี แม้กระนั้นมันควรจะทำความเข้าใจเพื่อแบ่งว่า “ปฏิบัติดี ดีมากกว่า ทำผิด” แต่ว่า เมื่อชีวิต มีแต่ว่าจำต้องพบภาวการณ์ “กลัวจะไม่ถูก” การเช็ดกว่ากล่าววิภาควิจารณ์ เมื่อโตขึ้นมา ก็เลยเกิดเรื่องที่ไม่ต้องการสารภาพ การต้านโดยทันทีบางครั้งก็เป็นไปโดยไม่ทันรู้ตัวในพวกเราคนไม่ใช่น้อย ด้วยเหตุว่าเป็นไปตามจิตไร้สำนึกอัตโนมัติ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกลียด “ถูกวิภาควิจารณ์ใดๆก็ตาม”

โน่นเป็นเพียงแต่มูลเหตุเดียวในทางเงื่อนส่วนตัว ยังมีอีกหลายเงื่อนในใจที่มีผลคล้ายกัน สิ่งที่มองเห็นได้ผิดแผกแตกต่างเป็นบางเรื่องยอมรับได้ บางเรื่องแตะมิได้ ไม่รับและไม่ฟัง

คงจะดีเยี่ยมที่สุด…
“ไม่เห็นพ้อง แต่ว่าไม่สามารถพูดได้” เพราะว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีความเชื่อแบบนั้นแล้วยากจะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าหลายๆคนมีค่านิยมแบบนั้นแล้ว เพราะเหตุว่าสังคมมีบรรทัดฐานเป็นแบบนี้แล้ว และก็เพราะว่าพวกเราเองหลายท่าน ศึกษาบริบทแบบงี้ไปแล้วว่า จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง ต้องระมัดระวัง รวมทั้งต้องห้าม…

พวกเราคงจะไม่สามารถที่จะแปลงอะไรได้เพียงคนเดียว [[NPC5]]เสมือนหลายๆเรื่องที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็น เริ่มจากตัวเรา กล้าที่จะรับคำวิภาควิจารณ์รวมทั้งโต้กลับการติชมในโครงสร้างสรรค์ มานะแบ่งการวิพากษ์ กับการดูถูกเหยียดหยามออกมาจากกันให้กระจ่าง มันบางทีอาจเมื่อยล้าที่ต้องระมัดระวังคำบอกเล่า คำติเตียนใด จนถึงพวกเราก็ไม่ต้องการกล่าวอะไรไปสุดท้าย ซึ่งครั้งคราวมันก็ดีแล้วที่ไม่กล่าว แม้กระนั้นบางโอกาสมันก็ไม่.. และก็ควรบอกออกไป แต่ว่าก็ยังจำต้องเลือกเวลาและก็เหตุการณ์ให้สมควรอีกครั้ง…

ที่สำคัญพวกเราต้องระมัดระวัง “ความเชื่อถือ” ที่บางทีอาจหลงไปในอนัตตาตัวตน รวมทั้งอคติโดยไม่ได้เจตนา หรือ bias (ไบแอส-อคติ) หลายๆประการ ผมถูกใจบอกว่าความเชื่อถือมันน่าสยดสยอง บางบุคคลก็กล่าวว่าไม่จริงหรอก ความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ก็เห็นด้วย มีความเชื่อไว้บ้างก็ดี แต่ว่าจะต้องไม่ตั้งมั่นถือมั่นให้มันเกินควร จำเป็นต้องพร้อมแล้วก็กล้าที่จะเปลี่ยน

เพราะว่าบางโอกาส “ที่พวกเราไม่เห็นพ้อง” แล้วมีความคิดว่าไม่สามารถพูดได้โน่น มันบางทีอาจเป็นพวกเราเองที่เป็นข้างเชื่อไม่ถูกๆก็เลยไม่เห็นพ้องกับเขา เอาเสียเองก็ได้…