เป้าหมาย ไม่สำคัญเท่าการวางแผน

kidsandmom

อีกหนึ่งบทความที่จะมาเอ๋ยถึงการพัฒนาตัวเอง จริงอยู่ว่าการมี “จุดมุ่งหมาย” นั้นสำคัญ ไม่เพียงแค่การพัฒนาตัวเองวิธีการทำอะไรๆก็ตามให้เสร็จล้วนควรจะมีจุดมุ่งหมาย แม้กระนั้นสิ่งที่จำเป็นกว่า สำหรับผมแล้วนับว่ายากกว่าด้วยหมายถึง“การวางเป้าหมาย” อาจมีความคิดว่า มันก็จำเป็นต้องมาด้วยกัน หากไม่มีจุดมุ่งหมาย จะคิดแผนได้เช่นไร ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ถูก แม้กระนั้นมันก็ไม่ใช่สำหรับทุกกรณี..

การวางเป้าหมายในที่นี้เป็นคิดแผนปฏิบัติ แล้วก็จำต้องปฏิบัติ เนื่องจากว่าจะวัตถุประสงค์[

เครดิตฟรี] หรือคิดแผน แม้ไม่มีซึ่งการกระทำล้วนไร้ประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งที่พูดว่ามันจะต้องมีจุดหมายก่อนจะคิดแผนนั้น บางครั้งบางคราว บางเรื่อง วัตถุประสงค์ยังเป็นสิ่งที่มัว การจะหาจุดมุ่งหมายแบบลูบคลำไปบ่อย ก็เสียเวล่ำเวลาชีวิตด้วยเหมือนกัน รวมทั้งอาจจะเป็นผลให้ไม่ทำอะไรซักคราว..
การวางเป้าหมายให้กับการดำนงชีพ หรือวิธีการทำอะไรแบบยังไม่มีจุดมุ่งหมาย(แต่ว่ามีแบบแผน) บางทีอาจพาไปสู่จุดหมายก็เป็นไปได้ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คงจะทำให้พอนึกออกว่า เพราะเหตุไรมันสำคัญกว่า
พวกเราสามารถคิดแผนโดยมี “วัตถุประสงค์” เพื่อหา “จุดมุ่งหมาย”
ลองนึกดูว่า ถ้ายังไม่มีจุดหมาย รวมทั้งยังไม่คิดแผนอะไรให้ตนเอง ก็บางครั้งอาจจะลางเลือนลอย คอยจุดมุ่งหมายไปบ่อย ราวกับหาแรงผลักดัน โดยที่ไม่เคยทราบว่ามันจะมาจากไหน หรือในอีกมุมหนึ่งบางคราว พวกเราสามารถคิดแผนโดยมี “จุดหมาย” เพื่อหา “วัตถุประสงค์” ที่จริงจริงให้ตนเองก็ได้ ถ้าเกิดสับสน ทดลองอ่านช้าๆอีกครั้ง

แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ทั้งปวง เกี่ยวกับการที่จะกล่าวว่าการวางเป้า[

สล็อต]หมายนั้นยากรวมทั้งสำคัญกว่า ก็เพราะเหตุว่าถ้าหากพวกเรามีเป้าหมายแล้ว มันก็ไม่สมควรเปลี่ยนแปลง แม้กระนั้นการวางเป้าหมายให้บรรลุเป้าหมายสิ ควรจะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ในเมื่อต้นสายปลายเหตุหลายๆอย่างในชีวิตผู้คนมันไม่บางทีอาจคงเดิม บ่อย หรือ สม่ำเสมอได้เลย หากแม้ตัวเราจะมั่นคงเท่าใด เชื่อเถอะว่า มันก็จะต้องมีอะไรบริเวณตัวเราแปรไปอยู่ดี ดังต่อไปนี้แผนที่วางไว้ บางทีอาจยาก หรือกำเนิดไม่เหมาะสมขึ้นมาได้เสมอ..

สิ่งที่คงเดิมย่อมคุมง่าย อะไรที่ไม่คงเดิมย่อมควบคุมยาก
ตามที่กล่าวไป ว่าการคิดแผนนั้นยาก เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับการกระทำ ถึงแม้พวกเราเพียรพยายามปฏิบัติให้ได้ตามแผน แต่ว่าจำนวนมากเป็นไปไม่ได้ทำเป็นเต็ม 100 ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ มันจะต้องไม่ถูกแผนกันไปบ้าง เหนือคาดการณ์ เหนือคาดหวังไปบ้าง ซึ่งสิ่งกลุ่มนี้ไม่ผิดแปลกเลย แล้วก็ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ไปไม่ถึงจุดมุ่งหมายด้วย ไม่ควรเอามาอ้างไม่ว่าจะเช่นไร

ยกตัวอย่างง่ายที่สุด คุณพอที่จะคำนวณได้เสมอว่า สำหรับการเดินทางครึ่งชั่วโมงหรือ 30 นาที จะก่อให้คุณเดินทางไปถึงจุดใด สมมุติว่าจากบ้านไปร้านจำหน่ายหนังสือ และก็ร้านจำหน่ายหนังสือเป็นจุดมุ่งหมาย แม้กระนั้นถ้าหากจะให้ท่านไปถึง 30 นาทีเป๊ะๆไม่ขาดเกินซักวินาทีเดียว มันจะเกิดเรื่องที่ยากมากมายโดยทันที แต่ว่าก็ใช่ว่าทำไม่ได้ หลักสำคัญก็คือถ้าเกิดคิดแผนจริงๆคุณก็จำเป็นที่จะต้องรู้ดีว่า 10 นาทีผ่านไปคุณจำเป็นต้องอยู่จุดไหน หรือ 15 นาทีผ่านไปควรอยู่จุดไหน แม้กระนั้นเมื่อเดินทางจริงบางครั้ง 10 นาทีบางทีอาจไม่ถึงที่ที่ควรเป็น หรือ 15 นาทีผ่านไปเร็วกว่าที่ต้องเป็น แน่ๆ พวกเราก็ปรับรีบ ลด ให้สมควรได้ นี่ก็เลยแสดงว่า กลางทางบางคราวไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ถูก แล้วก็บางทีอาจถึง 30 นาทีตามจุดหมายก็ได้ แต่ว่าแม้ไม่คิดแผน บางทีอาจไม่ใช่ 30 นาที เพราะว่าคุณอาจแวะตรงนี้โน่น โดนคนอื่นๆเชิญชวนคุยไป 20 นาที ยิ่งไม่มีวัตถุประสงค์.. ก็ตามใจฉัน หรือลมฟ้าอากาศ ชะตาชีวิตระบุ ไปเลย

แต่ทว่าในชีวิตจริง บางเวลาพวกเราไม่รู้จักว่า ช้าไป หรือเร็วไป ด้วยเหตุว่าการ[

สล็อตออนไลน์]วางเป้าหมายในสิ่งต่างๆเหตุมันไม่ง่ายราวกับการเดินทางไปร้านจำหน่ายหนังสือ รวมทั้งยากคาดคะเนได้ว่าควรจะเปลี่ยนแปลงแผนไปแบบใด ผมก็เลยพูดว่า การวางเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ

เพียงแค่กระทำตามแผนให้ได้ ก็ทำไม่ค่อยได้อยู่แล้ว
อีกประเด็นที่ยากเป็น หลายแผนที่วางไว้บางคราวผลสัมฤทธิ์ก็บางครั้งอาจจะเป็นไปตามนั้น เอาง่ายๆแท้จริงเป็นแผนที่ดีเลยล่ะ แม้กระนั้นการกระทำกลับปฏิบัติมิได้ตามแผนเสียเอง แบบนี้จะโทษแผนมิได้ อาทิเช่น คิดแผนว่าจะไม่กินข้าวเย็น (ผมถูกใจยกตัวอย่างเรื่องเหล่านี้เนอะ ก็มุมหนึ่งมันเข้าใจง่ายรวมทั้งใกล้ตัว) การวางเป้าหมายแบบนี้ พวกเราก็ไม่เคยทราบโดยทันทีหรอกว่า จะสำเร็จไหม เมื่อก่อนผลจะกำเนิด พวกเราก็เลิก พวกเราก็มิได้ทำตามอย่างแผนซะก่อน

เหมือนปกติ ที่เขียนนี้ เสมือนเตือนตนเอง ด้วยความชอบพอเรื่อง OKR’s ผมใช้ OKR’s มาวางแผนทำอะไรๆในชีวิตตนเองด้วย (OKR’s เป็นอย่างไร? สั้นๆเป็นกรอบการทำงานที่มีระบบระเบียบแบบหนึ่งแล้วกัน) OKR’s ไม่ใช่แค่มาช่วยคิดแผน ยังจำต้องประเมินผลด้วย ปีที่ผ่าน ผมเริ่มใช้หัวข้อนี้ ไตรมาส 3 หรือครึ่งปีข้างหลัง ผมวางไว้ 4 ด้าน ขอไม่ให้รายละเอียด ผลสรุปเป็น0.3, 0.3, 0.5, 0.8 ซึ่งคะแนนที่เรียกว่าดีควรจะได้ 0.7 ขึ้นไป (ถ้าเกิด 1.0 เต็มมีความหมายว่าจุดมุ่งหมายพวกเราง่าย) ชี้แจงกล้วยๆเป็นผมตกไป 3 เรื่อง ผ่านเรื่องเดียว..

ที่ผลสรุปเป็นแบบนั้นไม่แก้ตัว แต่ละด้านมันมีเหตุไม่เหมือนกัน บางเรื่องแผนก็ดี ปฏิบัติมิได้ บางเรื่องปฏิบัติได้ แผนยังวางไม่ดี แบบนี้ ก็จะต้องมาปรับกันไป

สิ่งที่เห็นกระจ่างเจนอย่างหนึ่งสำหรับตนเองเป็น คิดแผนแล้ว มันไม่ละเอียดพอเพียงถึงกรรมวิธีปฏิบัติ บางเรื่องก็มีว่าควรจะทำอะไร แต่ว่าคลุมเครือ แบบนี้ก็จัดว่า คิดแผนไม่ดีนั่นแหละ แม้กระนั้นเชื่อไหมว่า ผมเคยเป็นผู้ที่เห็นว่า การวางเป้าหมายเป็นเสียเวล่ำเวลา เพราะว่าทำไป ก็ไม่เคยตรงตามแผน แต่ว่าวันหนึ่งจะรู้ดีว่า มีแผนสำหรับการยังไงก็แล้วแต่กว่าไม่มีแผน ปีนี้ เวลานี้คุณจะมี “วัตถุประสงค์” หรือยัง ก็จะต้องมีแล้วก็มันไม่ยากหรอก วางเป้าหมาย แม้กระนั้นคิดแผนไว้อย่างไรนี่สิ มีหรือยัง มีแล้วถ้าหากไม่เวิร์ค เปลี่ยนแปลงตอนไหน เปลี่ยนแปลงอย่างไร มั่นใจว่า นี่แหละสำคัญ ฝากเตือนกัน ภายหลังจากตนเองจะต้องปรับแผนงานเข้มข้นแล้วก็ติดโต๊ะทำงาน นะครับ
(คุณครู กับ คุณครู ในความหมายของผม)
เขียนประเด็นนี้คราวแรกบน facebook page sirichaiwatt เมื่อวันอาจารย์ 16 เดือนมกราคม ซึ่งตัวผมเองนั้นสำหรับการดำเนินการจะถูกเรียกว่า คุณครู แม้กระนั้นผมเป็นวิทยากร มิได้เป็นคุณครูตามโรงเรียน สำหรับท่านที่ไม่เคยทราบ แม้กระนั้น คำว่าคุณครู กับ คุณครู สำหรับผมนั้น มีความต่าง ก็เลยเขียนเป็น บทความ ในมุมมองนี้เกิดเรื่องราวหนึ่ง

ขั้นตอนแรกนิดหน่อยของหัวข้อนี้ แจกแจงไว้เลยว่า เป็นมุมคิดรวมทั้งความรู้สึกส่วนตัว อันควรจะรู้เรื่องตรงกันว่าไม่มีไม่ถูก ถูก หรือเสนอแนะว่าผู้ใดควรต้องคิดดังเช่นว่าผม ด้วยเหตุว่าเป็นเพียงแค่ความรู้สึกล้วนๆกับคำว่าอาจารย์ รวมทั้ง คุณครู

วิทยากร ที่คนไม่ใช่น้อยรู้จักในชื่อ คุณครูดา[

jumboslot] ย้อนไปสำหรับการเป็นวิทยากรเอาจริงเอาจังนั้น ผมเป็นวิทยากรการตลาด และก็การจัดการให้กับสถาบันเอกชน ที่ฝึกการสอนด้านอาชีพ ไม่ใช่ วิทยาลัย มหาลัย ซึ่งที่นั้นก็มี การฝึกการสอนหลายๆด้าน และก็มี “อาจารย์” ในด้านต่างๆผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย

ครั้นเมื่อผมจำต้องสอนให้ตรงนั้น ผมก็จะต้องมีคำขึ้นต้นว่า คุณครู เสมือนหลายๆคนตามตำแหน่งงาน แต่ทว่าผมแย้งขอไม่ใช้คำนี้ ในประเด็นที่ผมสอนเป็น การตลาด, การตลาดออนไลน์ รวมถึงการจัดการจัดแจงในวันหลัง มันออกจะไม่เหมือนกับบุคคลอื่น อย่างเช่น อาจารย์สอนนวดไทย คุณครูสอนเสริมสวย อาจารย์สอนทำเล็บ ที่สมควรอยู่กับคำว่า “คุณครู”

ความนึกคิดผมในเวลานั้นไม่เพียงแต่จากหัวข้อที่สอน ความรู้สึกต่อคำว่าอาจารย์ส่วนตัวมองสูงยิ่งกว่าคำว่า คุณครู ด้วยตรรกะเอาเองว่า คุณครูมีนานาประการกิ้งก้านที่เรียกตัวเองขึ้นมา เป็นต้นว่า คุณครูดูหมอ คุณครูปราบผี! อีกหลายแวดวงก็จะเรียกกันว่า คุณครู ก็เลยคิดว่า พวกเราเป็น คุณครูกิ่งก้านสาขาหนึ่งโดยไม่เขิน (ฮ่า) ไม่เหมือนกับคำว่า คุณครู ที่จำนวนมาก ก็จะสื่อความหมายตรงๆว่าคุณครู และก็ให้ความรู้ความเข้าใจสึกลึกซึ้งกว่า

ที่แปลกมีอยู่อย่างหนึ่ง ก็ยังไม่มั่นใจว่าท่านอื่นเป็นแบบเดียวกันไหมหมายถึงยุคเรียนประถม จะเรียกอาจารย์ แต่ว่าเพียงพอ มัธยม หรือ มหาลัย กลับเรียก คุณครู ปัจจัยบางทีอาจด้วยเหตุว่าเรียกตามๆกัน แต่ว่าเพราะเหตุใดถึงเปลี่ยนแปลงจากอาจารย์ เป็นคุณครูไปได้ อันนี้ยังไม่มั่นใจ แต่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด พระราชบัญญัติกฎระเบียบราชการคุณครูฯ เจาะจงไว้อยู่เช่นเดียวกันว่า ประถมถึง มัธยม6 ใช้อาจารย์ มหาลัย ใช้ คุณครู แต่ว่าตอนมัธยมผมก็เรียก คุณครู กันอยู่ดี

อย่างไรก็แล้วแต่ พวกเราล้วน มีคุณครู มีคุณครู กันคนไม่ใช่น้อย เว้นแต่ในการศึกษาเรียนรู้ ชีวิตพวกเราก็ต่างมี “อาจารย์” เยอะแยะ ที่สอนประสบการณ์ให้พวกเราในหลายด้าน และก็มันก็เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งที่ทำให้ พวกเราทำความเข้าใจ เติบโต รุ่งเรือง ได้ต่างกัน ไม่แพ้แง่การเรียนรู้ ขึ้นกับว่า พวกเราจะศึกษามันขนาดไหน

ผมเองก็เหมือนกัน ผ่านการเล่าเรียนจากคนมากไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งยังจากประสบการณ์ตรง แล้วก็การเฝ้าดูความเป็นไป บอกได้ว่ามีบุคคลที่ อีกทั้งรู้สึกตัว และไม่รู้สึกตัว ซึ่งยังไง ก็จะต้องขอบคุณมากเขาเหล่านั้น ที่เป็นอาจารย์ ให้กับชีวิต

คุณครูคนสำคัญที่สุดเป็นตนเอง
ถ้าหากผมเรียกตัวเองว่า คุณครูดา ผมก็อาจมีคุณครูอีก[

slot]ผู้ที่สำคัญมากคนหนึ่งเป็นครูดา ที่สอนตนเองให้เห็นด้วย สอนตนเองให้เปิดใจ รวมทั้งที่สำคัญ สอนตนเองให้เปลี่ยน ถ้าขาดสิ่งกลุ่มนี้ คุณครูดาก็คงจะเติบโตล้ำหน้ามิได้ เนื่องจากว่าบางทีอาจยึดติดความเป็นตัวตน ไม่เปิดรับสิ่งอื่นๆอยู่เสมอเวลา

แน่ๆว่าในที่นี้ ครูดา ที่มิได้เป็นครูดา ของผู้ใดกัน เป็นครูดาที่รอสอน คุณครูดาอีกครั้ง ทุกคนควรจะมีคุณครูคนแรก หรือจะว่า อาจารย์คนสำคัญที่สุดเป็นตนเอง..

ถ้าเกิดพวกเราไม่เลือกที่จะพอใจ พวกเราอาจไม่เคยรู้ในสิ่งต่างๆหากพวกเราไม่นำพาตนเองไป พวกเราก็อาจจะมิได้ประสบพบเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง หากพวกเราไม่ยินยอมเสี่ยง ถ้าเกิดพวกเราไม่ยินยอมเจ็บ พวกเราบางทีก็อาจจะไม่จำ ย้ำให้คิด ถ้าหากตัวเราคนนี้ ไม่บอกตนเองให้ทำความเข้าใจสักครั้ง ครูดีไหนบนโลก ก็สอนพวกเรามิได้ คล้ายคลึงกัน อาจารย์ผู้เดียวกันสอนผู้เรียนห้องเดียวกัน ผลจากการสอบไม่เคยเสมอกัน นี่เนื่องจากมันอยู่ที่คุณครูคนแรก เป็นตัวเรานั้น นั่นเอง..