รัก ที่เขามารัก… (เขาแค่รักในการถูกรัก)

kidsandmom

ต่อปริศนาที่ว่า “คุณรักใครสักคนเพราะเหตุใด?” แม้ให้ตอบถึงแม้จำต้องใช้เวลาคิด แต่ว่าคงจะได้คำตอบอยู่บ้าง แล้วถ้าหากถามคำถามว่า เขาที่พูดว่ารักคุณเหมือนกันนั้น “เขารักคุณเพราะเหตุใด?” คุณทราบไหม? แล้วก็เมื่อถามเขา… คุณจะเชื่อ หรือเชื่อมั่นคำตอบว่ามันจริงแท้เพียงใดกัน?…

บทความความรักวันนี้มิได้มีเจตนาเพื่อมายุแยงให้สงสัยกัน[

เครดิตฟรี] เพียงแค่กำลังเอ่ยถึง “เพียงแค่อีกประเด็นหนึ่ง” ที่มีมากของความรัก

แต่ละคนอาจมี สาเหตุของการมีรัก ต่างกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับว่าชอบกันที่ที่ไหน บางบุคคลมีสาเหตุจากการชี้แนะ บางบุคคลเกิดขึ้นจากความสนิทสนม บางบุคคลเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่รู้เรื่องอกรู้เรื่องกัน และก็ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็มีต้นเหตุจากความชื่นชอบ แล้วกล้าที่จะเข้าไปจีบกัน เสนอตัวต่อกันในนานัปการแบบ

การรับรัก มิได้แปลว่ารักตอบ
การที่พวกเราไปถูกใจ หรือไปรักใครสักคนนี่เองพวกเราบางทีอาจบังเอิญไปพบผู้ที่มี เงื่อนในใจ หรือมีความรู้สึก หวั่นไหว เขายินดีที่จะรับรักพวกเรา “เพียงแต่เนื่องจากพวกเรารักเขา” แม้กระนั้นจิตไร้สำนึก หรือส่วนลึกของหัวใจ บางทีอาจไม่ใช่ความรักจริง…

แม้เทียบอาจคล้ายกับการที่พวกเราได้กลิ่นของกินที่ลอยมา จินตนาการได้ว่าของกินนั้นเป็นอย่างไร มันเชิญให้ต้องการรับประทาน กระตุ้นความรู้สึกต้องการทดลอง หรือราวกับจะหิวขึ้นมา เมื่อมองเห็นของกินจริงแม้ว่าจะเป็นตามที่คิดหรือเปล่า แต่ว่าก็ได้โอกาสทำให้พวกเรายินดีที่จะรับประทานมัน ลอง ลิ้มรส จริงๆแล้ว ภาวการณ์นั้นมิได้หิว ไม่อยากรับประทาน ที่สำคัญบางทีอาจไม่รู้เลยว่าของกินนั้นมันจะมีรสชาติเช่นไร ดีไม่ดีสรุปไปเองแล้วว่าจำเป็นต้องอร่อยจากที่ได้กลิ่นมายั่วยวนไว้[

สล็อต] โดยที่ยังไม่เคยรับประทานมันมุ่งมั่น..

เนื่องจากแค่เพียงรู้สึก ก็เลยไม่มีทางมั่นใจ
แล้วหากกำลังสงสัยว่าการตอบรับรักจากใครสักคนจะจริงได้เพียงใด? จะทราบได้ยังไง?

ตอนแรกจะต้องไม่ลืมเลือนว่านี่เป็นเพียงแต่มุมเดียวของเรื่องราวความรัก ใช่ว่าจำเป็นต้องนำไปตั้งใจในเรื่องราวของตน แม้กระนั้นก็บางทีอาจได้แง่คิดสำหรับใครซักคน อนึ่งเช่นไรเสียก็จำเป็นจะต้องตริตรองใคร่ครวญกันให้ดีก่อน ด้วยเหตุว่าเรื่องอย่างนี้ไม่มีแบบอย่างใดจะเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตคนไหนกันแน่ได้บริบูรณ์

…เมื่อความรักความรักใคร่ เป็นเพียงแค่ความรู้สึก ราวกับที่เคยกล่าวไปในเรื่อง “ความรักเป็นยังไง” ก็เลยไม่มีผู้ใดทราบและก็มั่นใจได้อย่างสะดวกสบายในทันทีแม้กระทั้งตัวเราเอง แต่ถ้าหากเป็นเพียงแค่การ “รัก ที่เขามารัก” นั้นมันก็พอเพียงมีข้อคิดเห็นได้อยู่บ้าง

อย่างแรกที่บางทีอาจได้เจอ ถ้าเขาเป็นผู้ที่เพียงแค่รักสำหรับการถูกรัก เขาย่อม “อยากให้คนไหนมารักเขาอีกเสมอ” และก็ เมื่อใดก็ตามมีแฟนเขาอีก เขาก็พร้อมที่จะรักคนคนนั้นกลับ (ไม่มากมายก็น้อย) ยิ่งถ้าหากเขาเป็นผู้ที่ดูดีมีเสน่ห์ อาจมีคนกล้ายอมรับสารภาพกับเขาว่าถูกใจ รักเขา ได้ง่าย ดวงใจเขาย่อมพองโตโดยทันที เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ เขาปรารถนาอยู่ส่วนลึกในใจ แน่ๆเขาก็จะสนองตอบอีกข้างโดยง่ายเลย…

อีกแบบหนึ่งก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกแนว[

สล็อตออนไลน์]เจ้าชู้เสมอในความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ลักษณะที่พวกเราบางทีอาจเจอได้จากเขาเป็น การที่เขาพากเพียรเอาอกเอาใจคนอื่นๆ เอาใจใส่คนอื่นๆ ซึ่งเป็นคนอื่นๆจริงๆที่ยังมิได้รักเขา ถูกใจเขาเท่าไรนัก แน่ๆเขามิได้ทำเพื่อเพียงแค่เรียกร้องความพอใจ แต่ว่าอยากให้ใครกันแน่พวกนั้น รักหรือชื่นชอบเขา เพียงแค่สิ่งที่น่าสลดใจเป็น เขาจะมองไม่เห็นจุดสำคัญแล้วก็เอาใจใส่กับคนใดกันแน่หวานใจเขา หรือเขาน่าจะรักจริงได้ “ดีพอเพียง”

ซึ่งในฐานะคู่รักตัวจริง เมื่อคุณเริ่มเรียกร้อง เขาจะไม่เห็นตนเอง หรือ ธรรมดาดีแล้วต่อคุณในหลายด้าน เพียงแต่ว่าก็ไม่เอาเวลาไปปรับปรุงชีวิตอะไรให้ดียิ่งขึ้น ยังคงเอาเวลาไปเอาใจใส่ผู้คนมากเกินจำเป็นจะต้อง แล้วก็ตรงกันข้าม ถ้าเกิดคุณมีท่าทางที่ไม่รักเขาแล้ว หรือแสดงออกไปในทางว่า รักคนไหนกันมากยิ่งกว่า คนไหนดีมากกว่าเขา เขาได้โอกาสแสดงทีท่าที่ร้ายแรง ต้านทาน สนองตอบโดยทันที ต่างกับที่เวลาคุณขอร้องให้ตั้งใจ

หรือ กล้วยๆเป็น เขาไปเอาใจใส่คนอื่นๆมากมายได้ แม้กระนั้นถ้าหากคุณไปตั้งใจคนอื่นๆมากยิ่งกว่าเขาบ้าง มิได้… เป็นด้วยเหตุว่าเขาปรารถนาถูกรัก ไม่ใช่เริ่มสูญเสียความรักจากคนไหนไป

หัวข้อนี้ก็อาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเหตุผลว่าเพราะอะไรก็เลยมีคนใดกันแน่ “ต้องการเก็บคุณไว้ทั้งคู่คน”

ต้นสายปลายเหตุบางทีอาจค้นพบได้ แม้ลงลึกไปพบเงื่อนในใจของคนนั้น แต่ว่าหากจะทดลองทำความเข้าใจ แบบอย่างที่ง่ายก็ยังคงเหมือนเรื่องของกิน เพราะอะไรคนไม่ใช่น้อยยังคงแสวงหาห้องอาหาร เมนูอาหารอยู่อย่างไม่สิ้นสุด เขาไม่เคยพบที่อร่อยหรืออร่อยเลยหรือ? พวกเราเองก็บางทีก็อาจจะเคยเป็นแบบนั้น พวกเรารู้ดีว่าของกินแบบไหนที่พวกเราถูกใจ พวกเรารู้ดีว่ารายการอาหารไหนที่ถูกอกถูกใจ จริงอยู่ว่าของกินมันเลือกได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานจานเดิมๆรายการอาหารเดิมๆไม่ใช่เรื่องไม่ถูกต่อคนไหนกัน แม้กระนั้นที่เปรียบเทียบนี้นั้น บางคราวที่เข้าขั้น “ดิ้นรน” ค้นหาของอร่อยอยู่เสมอเวลา ก็จะต้องคิดดูว่าทำไม?

การพยายามไปรักผู้ใด เกิดเรื่องลำบาก เนื่องจากว่าไม่รู้จักว่าจะสมหวังจิรังได้ขนาดไหน แม้กระนั้นมีคนไม่น้อยที่ทราบดีว่า “การเช็ดกรัก” นั้นมันดีเลิศกว่าเพียงใด ถ้าเกิดเพียงแค่ใครสักคนถูกรักแล้วยังไม่เห็นคุณค่า รู้สึกพอใจ มุมหนึ่งมันคงจะดูได้ว่าจะต้องเป็น บาปเขา ไม่ใช่ บาปพวกเรา ว่าไหมคุณ…
(ชีวิต “นิสิต” คนหนึ่ง)
ผมก็ไม่มั่นใจว่าชีวิตการเป็น “นิสิต” ของแต่ละคนมีเรื่องมีราวราวอะไรน่าจำ แต่ว่าเรื่องนิสิตผู้ที่ผมจะเล่าตั้งแต่นี้ต่อไป อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีชีวิตการเป็นนิสิตที่ไม่ราวกับคนสามัญนัก อย่างไรก็ดี พักเรื่องมุมคิดเขียนเนื้อหาของบทความเรื่องเล่า เบาๆอ่านสบาย (มั้ง) กันบ้างก็ดี

ชีวิตนิสิตของ “นาย” คนนี้อาจมีความผาดโผน เหนือความมุ่งหวังอยู่บ้าง แม้กระนั้นคงจะมิได้เล่าในมุมนั้น ย้อนไปวัยประถม เขามิได้เป็นเด็กตั้งอกตั้งใจเรียนเอาเสียเลย ดูราวกับว่าเด็กสมาธิสั้น มองมีความเป็น “โต๊ะโตะจัง” อยู่ไม่น้อย…
(วรรณกรรมประเทศญี่ปุ่น เรื่องราวของเด็กผู้หญิงวัย 6 ขวบที่ชื่อ โต๊ะโตะ คุณถูกใจอยู่ในจินตนาการของตนเวลาเรียนหนังสือ[

jumboslot] ก็เลยโดนไล่ออกจากสถานศึกษาเนื่องจากว่าก่อกวนสมาธิสหายบุคคลอื่น)

เขาจะมัวแต่วาดการ์ตูน มีสมุดเก่าที่เอาไว้วาดการ์ตูนโดยยิ่งไปกว่านั้นเสมอ ถ้าเกิดไม่วาดการ์ตูน ก็เชิญเพื่อนคุย โดนครูดุเป็นประจำแต่ว่าเกรดกลับไม่ห่วยแตก ถึงแม้ไม่ถึงกับถึงที่กะไว้ 1-2 แต่ว่าก็อยู่ราวที่ 4-5-6 ตลอด โตมาชั้นมัธยม ก็ไม่แตกต่างกัน ที่ยังห่วงเล่นกับเพื่อนฝูง และไม่ตั้งมั่นเรียน แต่ว่าเสมือนจะรุนแรงกว่าเดิม เพราะว่าโดนอาจารย์ไล่ออกนอกห้องเป็นประจำโทษฐานก่อกวนสหายคนอื่นๆ ซึ่งเกรดขณะนี้มิได้ดีเสมือนยุคประถมแล้ว อยู่ในระดับเอาชีวิตรอดจบมาได้เท่านั้น…

เขาบางทีอาจมิได้ตั้งใจที่จะ “ไม่ตั้งใจเรียน” เท่าที่คิดออกเขาเริ่มมีความเป็น “นิสิต” ด้วยตัวเองไปแล้ว เขาทำการบ้านด้วยการดูแบบอย่างในหนังสือ เขาเข้าสอบก็จากการอ่านหนังสือเอา เพราะเหตุว่าในห้องเรียนน้อยนักที่จะฟัง หรือพึงพอใจสิ่งที่อาจารย์สอน แล้วก็เขาปลอดคนในครอบครัวมารอสอนให้อีกด้วย…

เมื่อถึงวัยนิสิตจริงๆ(เข้ามหาลัยฯ) คำว่า “ผู้เรียน” บางทีอาจไม่เหมาะสมกับเขา แต่ว่า “นิสิต” โดยเป็นอย่างมาก ศึกษาเล่าเรียนด้วยตัวเองนั้น มันเริ่มแปลงเป็นเรื่องถนัด การเข้ามหาลัยเปิด อย่างรามคำแหง ก็เลยมองเป็นอะไรที่สมควรดี..

แต่ว่าไม่เลย เนื่องจากเขาใช้เวลาส่วนมากในชีวิต นิสิตวิชาการ ไปเป็น นิสิตวิชาชีวิต มากยิ่งกว่า และไม่ได้มีชีวิตนิสิตแบบในรั้วมหาลัยอย่างที่ควรเป็น ท่องเที่ยวยามค่ำคืน อบายมุข แล้วก็เพศหญิง เป็นสิ่งที่วนเวียนในวัยนั้น หากแม้ผู้คนจำนวนมากจะคิดว่า วัยนิสิตของหลายๆคนก็มีเรื่องมีราวนี้ แม้กระนั้นสำหรับเขามันหัวข้อนี้เสีย 90% เนื่องจากแทบจะไม่เคยเข้าชั้นเรียน ไม่เคยอ่านหนังสือ นอกเหนือจากก่อนสอบ 1-2 วัน

ที่แจ่มแจ้งว่าเสมือนไม่มีชีวิตนิสิตเป็น การเกือบจะไม่มีเพื่อนพ้องใหม่ในมหาลัย แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นจุดเด่นคือ ยังคงถูกใจอ่านหนังสืออื่นๆถูกใจคอมพิวเตอร์ และก็พอใจคิดพินิจพิจารณาเรื่องราวรอบข้าง

อาจไม่ให้รายละเอียดความไม่มีประโยชน์ในขณะนั้น แม้กระนั้นมันก็ใช่ว่าไม่ได้อะไรมา เขาได้ประสบการณ์ ทำความเข้าใจหลายสิ่งอย่าง หากแม้มันจะมีผลให้เสียเวล่ำเวลาชีวิตไปๆมาๆกก็ตาม เพราะเหตุว่าเผลอหน่อยเดียวก็ 4 ปีเข้าไปแล้วที่การศึกษามหาลัยฯ ไม่ใกล้คำว่า “จบ” นิดหน่อยเดียว

เป็นนิสิตที่เรียน “หาคำตอบ”
คนไม่ใช่น้อยคงจะพอเพียงทายใจออกว่า ชีวิต “นายคนนี้”หมายถึงผมเอง การที่ชีวิตมิได้เป็นไปตามครรลองเสมือนคนส่วนมาก ด้วยเหตุว่าในขณะนั้นผมมีปัญหาทางความนึกคิดตนเองหลายด้าน ตั้งแต่ ความลังเลใจตัวตน การไม่มีจุดหมายก็เลยมองไม่เห็นจุดสำคัญของการเรียน การที่ยังไม่รู้เรื่องชีวิตอะไรหลายแบบ และไม่มีผู้ใดกันแน่รอบอกสอนตรงๆชีวิตศึกษาจากอาจารย์พักลักจำ การถูกใจสนทนากับผู้ที่เป็นผู้ใหญ่กว่า แล้วก็… ซุกซน เลือกที่จะเจ็บเอง ทราบเอง ทั้งหมดทุกอย่างล้วนมักต้องหาคำตอบให้ตนเอง

แล้วผมก็ดันถูกใจเสนอคำถามต่อหลายสิ่ง แถมเกลียดชังให้คาใจอีกต่างหาก..

ผมก็เลยเป็น “นิสิต ที่หาคำตอบ” ตลอดมา ต่อให้เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง ผมก็หาคำตอบว่า เพราะเหตุไรก็เลยเป็นแบบนั้น หรือคนไหนกันแน่มาถามอะไรแล้วตอบมิได้ ก็จะคิดว่าจำต้องไปพบมาตอบ ไม่ใช่ด้วยเหตุว่าต้องการเก่ง ต้องการตอบ แม้กระนั้นเพียงพอมันเป็นปัญหาขึ้นมาแล้วตามที่บอก “ผมจะคาใจ”…

กลับไปเรื่องเรียน เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยได้ 4 ปีแล้วก็ยังไม่มีที่เห็นจะจบ ผมก็เลือกไปดำเนินงาน โชคดีที่การศึกษารามคำแหงทำให้พวกเรายังไปต่อด้านการศึกษาได้ (เรียนไปต่อเรื่อย) แต่ว่ามันไม่ง่ายสำหรับคนไม่ใฝ่เรียนอย่างผม แล้วก็พอใช้ได้เริ่มดำเนินชีวิตการทำงาน ก็ยิ่งใฝ่ไปศึกษาหัวข้อการดำเนินงานเสียมากกว่าเข้าไปอีก รวมทั้งยิ่งไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียนจริงๆเข้าไปใหญ่ ก็เลยมุ่งหน้า “ดำรงชีวิต” ของผมถัดไป

เมื่อชีวิตหาคำตอบให้กับสิ่งต่างๆมากมายก่ายกอง ถึงแม้มันจะประยุกต์ใช้มิได้กับตนเอง แต่ว่าก็ได้ทราบ มองเห็นหลายสิ่งที่พวกเราไม่คิด ไม่เคยมองดู ไม่เคยพอใจ อีกทั้งวิชาความรู้รอบข้าง แล้วก็วิชาความรู้ไกลตัว..

ไม่เคยเลิกเป็นนิสิต
อาจจะต้องบอกก่อนว่าเสมือนจะมองมีจุดเด่นอยู่บ้างทางความสามารถความนึกคิด แต่ว่าชีวิตไร้ระเบียบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย (ไม่ดีจริงๆ) เพราะเหตุว่ามีโอกาสอย่างมากมายที่จะไปในทางลบ ผมบางทีอาจเพียงแค่โชคดีที่ไม่หลุดเลื่อนลอยไป…

หากแม้ท้ายที่สุดจะสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี แม้กระนั้นชีวิต ความชำนาญการทำงานล้วนมาจากการเรียนเองดูเหมือนจะทั้งหมด มันก็ทำให้หลงทางไปเหตุว่า การเล่าเรียนไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีระบบระเบียบ แท้จริงบางเรื่องก็ได้ แม้กระนั้นบางเรื่องก็ใช้ไม่ได้ด้วยเหตุว่ามันก็ทำให้พวกเราดูอะไรแคบไปๆมาๆก การเพียงแค่มีประสบการณ์ผ่านมา หรือการอ่านเพียงแค่แบบเรียนจบไม่พอ ไปจนกระทั่ง ยิ่งศึกษาเล่าเรียนแล้วก็มีประสบการณ์ ผมยิ่งพบว่าพวกเรายังไม่รู้จักอะไรอีกมากมายจริงๆ

เดี๋ยวนี้ถึงแม้ว่าการเรียนจะจบระดับปริญญาโท[[NPC5]] แม้ว่าจะได้อะไรมามากยิ่งขึ้น แม้กระนั้นความเป็น “นิสิต” ก็กลายเป็นนิสัยไปแล้ว เพียงลดสิ่งที่ “เพียงแค่อยากทราบ” ไปๆมาๆก ไม่มานะตอบปัญหาของคนอื่นๆ (ที่ไม่เคยรู้) โดยไม่จำเป็น ก็ยังมีอะไรที่ยังอยากทราบอีกหลายแบบ รวมทั้งด้วยหน้าที่การงาน ผมก็เลยจำต้องอ่านหนังสือ “เฉพาะที่ประยุกต์ได้” ตั้งเป้าหมายปีละขั้นต่ำ 24 เล่มขึ้นไป อ่านบทความ สาระต่างๆมากยิ่งกว่า 3 บทความต่อวัน ฟัง Podcast เฉลี่ย วันละ 2 ตอน ไม่นับการศึกษาเรียนรู้ ค้นหาอะไรที่ขัดข้องในทุกๆวันด้วยตัวเองอีกเสมอ..

มองผิวเผินบางทีอาจไม่มากมายอะไรแม้กระนั้นถ้าหากทำเป็นประจำจะพบว่า ใช้เวลาพอควร กับสิ่งที่มีความคิดว่าจำเป็นที่จะต้องศึกษา จะต้องเล่าเรียนอย่างจำเป็นมาก

ที่เล่ามา ผมไม่มี “ชีวิตนิสิต” จริงๆเสมือนคนจำนวนไม่น้อย แม้กระนั้นชีวิตหนีไม่พ้นการเป็น “นิสิต” เลย ยิ่งด้วยอาชีพ การดำนงชีพ ประกอบกับนิสัยเดิม ที่ยังคงใคร่รู้สิ่งต่างๆไม่เคยเลือนหายไป ทำให้ผมบางทีอาจจำเป็นต้องแปลงเป็น นิสิต ไปชั่วชีวิต..