ขึ้นอย่าหลง ลงอย่าท้อ

kidsandmom

ผมไม่แน่ใจว่าประโยคที่บอกว่า “ขึ้นอย่าหลง ลงอย่าท้อ” มีต้นตอหรือที่มาจากไหนแต่ผมพูดติดปากมาหลายปีแล้ว ด้วยความชอบประโยคนี้มากพอสมควร เหตุเพราะว่าเมื่อชีวิตคุณประสบสถานะที่คล้ายกันนี้ คุณจะเข้าใจดีเลยว่าประโยคนี้เป็นความจริงอย่างไร และมันเตือนตัวเองได้เสมอ ๆ..

หลายคนนั้นอาจจะคิดว่าช่วงชีวิตของเราไม่เคยมี “ขึ้น” เลย ไม่เคยดีเลย มันไม่จริงเลยครับ[[

เครดิตฟรี]] เราอาจจะเคยมีช่วงเวลาที่ดี หรือกำลังจะดี แต่ไม่รู้ตัว มองไม่เห็น เช่น มีโอกาสที่หยิบยื่นมา แต่ ณ เวลานั้นเราอาจจะไม่กล้า คว้าไว้ หรืออะไร ๆ เช่น..

เราอาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่มีหนี้สิน แต่ ณ เวลานั้นเราก็ประคองการเงินตัวเองไปไม่ได้
เราอาจจะมีเวลาที่ชีวิตคู่มีความสุข แต่ เราก็ไม่เห็นความสำคัญพอ ปล่อยวางมันเหมือนของตาย หรือทำลายมันด้วยต้นเหตุที่ไม่ควร (คิดได้ทีหลัง)
เราอาจจะมีใครชวนร่วมทำอะไรบางอย่าง เราคิดว่าไม่สนใจ แต่เวลาผ่านไป เขาสำเร็จมากมาย
เราอาจจะมีเวลาที่ ได้ข้อเสนอให้ทำงานบางอย่าง ที่ดูยาก เราจึงไม่เอาดีกว่า แต่เพราะยากมันจึงเป็นโอกาสแสดงความเหนือกว่ามิใช่หรือ?
อีกหลายอย่างทำนองนี้ ที่อาจจะลืมไปแล้ว และเรามักจะไม่จำ เพราะว่าเราจะจำแต่ผลสุดท้ายว่าในเวลาที่แย่ ช่วงชีวิตขาลง หรือไม่สำเร็จ เรามักจะจำแต่ภาวะแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ว่ามันแย่อย่างไร แต่ไม่จำหรือไม่ได้มองว่าโอกาสที่พลาดไปคืออะไร เพราะตอนนั้นเรามองว่า คิดว่า มันไม่ใช่โอกาสที่ดี

บางคนก็อาจมีประสบการณ์อยู่แล้วในเรื่องนี้ หรือหากทบทวนจากที่เขียนไป[[

สล็อต]]ก็อาจทำให้นึกได้ ที่จริงแล้วชีวิตของเรานั้นเคยมีขึ้นและแน่นอนย่อมเคยมีลง

ครั้งหนึ่งผมก็เคยรู้สึกว่าชีวิตไม่เคยมีขึ้น มีแต่เสมอตัวกับลง ในความเป็นจริงมันคล้ายที่ได้บอกไป ตอนที่เราเรียกว่าเสมอตัวนี่เอง มันอาจเคยมีบันไดขึ้นไปขั้นหนึ่ง มันอาจจะมีเหมือนก้าวที่ดีก้าวหนึ่ง แต่เราปฏิเสธปิดทางและไม่ยอมไปต่อ มันจึงรอเวลาที่จะถอยลงมา

ซึ่งในตอนนั้นแหละเราก็ หลง อยู่เหมือนกัน คิดว่าเราพอดีแล้ว เราอยู่ได้เราพอใจแล้ว เราไม่ต้องก้าวหน้า เราไม่ต้องดิ้นรนก้าวขึ้นไป นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมภายหลังชีวิตเราจึงตกลงมาอีก

“ลงแล้วก็ยังหลง”
เชื่อหรือไม่ว่า คนที่ชีวิตชักหน้าไม่ถึงหลังนั้น ก็หลงไปกับบางอย่างได้เหมือนกัน[[

สล็อตออนไลน์]] บางคนมองว่านี่คือชีวิตที่แย่แล้วนะควรต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว..

ไม่เลย.. คนที่อยู่ภาวะนี้บ่อย ๆ เขาไม่ได้เดือดร้อนใจจริงจัง เพราะเขาสามารถเป็นหนี้ได้ ใช้หนี้ได้ วนไป เรื่อย ๆ เขาก็ชะล่าใจว่า เอาตัวรอดได้น่า.. ไม่เป็นไร บางคนอาจจะเห็นแย้งว่า เขาก็ต้องเดือดร้อนบ้างแหละ ก็อาจเป็นเพียงแค่ความรู้สึกชั่วครู่ เพราะถ้าเป็นคุณ อะไรที่เดือดร้อนจริง ๆ คุณจะยอมให้สิ่งนั้นเกิดซ้ำ ๆ ไหม?

หลายคนไม่เชื่อว่า ชีวิตที่ไม่ก้าวหน้าคือรอวันถอยหลัง เพราะเมื่อมันหนักเข้าจริง ๆ ก็โทษสิ่งอื่น เช่น โชคชะตา ดวง หรือปัจจัยรอบข้าง อะไรก็ตาม คงยกตัวอย่างไม่ได้อย่างละเอียด เพราะแต่ละคนก็มีรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกัน แต่อยากให้ลองนึกดูว่าที่จริงแล้ว ในภาวะที่เรายังไม่ขึ้น ยังไม่ก้าวหน้า เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีความพยายาม หรืออะไรเลยรวมถึง อาจจะหลงระเริงอยู่ด้วยว่า เรานั้นเอาตัวรอดได้ มันคิดเท่านั้นจริง ๆ ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้นจนในที่สุดวันหนึ่ง..

ก่อนที่ผมจะก้าวขึ้นมาได้ วันนั้นผมรู้ตัวและยอมรับตัวเองว่า เรานั้นยังกระจอกอยู่ ยังไม่เก่งเอาซะเลย ยังโง่อยู่อีกหลายเรื่อง ทำไมต้องคิดอย่างนี้?

ทั้ง ๆ ที่ในแง่ของจิตวิทยาเชิงบวกเขาบอกว่า เราควรที่จะคิดว่า เราเก่ง เราทำได้ และเราสามารถเป็นไปได้อย่างที่ใจคิด การที่จะบอกตัวเองว่าเรากระจอก เราไม่เอาไหน เป็นการผิดต่อสมอง และจิตใจ

ที่จริงแล้วก็ไม่เชิงว่าเป็นการกดตัวเอง เพราะการที่ผมได้คิดว่าเราอ่อนด้อยอย่างนี้ มันทำให้เรามองตัวเองใหม่ในความเป็นจริง และมองเห็นว่าในสิ่งใดที่เรายังพร่อง เรายังต้องเติม เรายังต้องทำ โดยดูจากผลลัพธ์จริง ๆ ในวันนี้ต่างหาก ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่ตัวเองมี มองแต่สิ่งที่ตัวเองเก่งแล้ว เพราะถ้ามองแค่นั้นเราก็จะได้ผลลัพธ์แค่นั้นนั่นเอง เช่นถ้า ยังมีหนี้ ก็ต้องคิดหาเงิน เป็นหลักเป็นสำคัญ เท่านั้นเอง เหมือนถ้าตรงนี้มันเป็นช่วงชีวิตขาลง การที่ยอมรับตัวเองมันก็แค่ เรายังจน เราก็ต้องหาเงิน ไม่มีความหลง ไม่มีความท้อ ในความคิดตรงนี้เลย มีแค่ว่าต้องทำอะไร..

อาจรู้สึกว่ายกตัวอย่างแต่ เงิน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน[[

jumboslot]] แต่เงินมันชัด หลายคนมีเงินก็หลงไป หลายคนไม่มีเงิน ก็หลงไปทำเรื่องอื่น มันไม่มีความพอดี

ซึ่งช่วงที่ชีวิตดีขึ้น ก้าวหน้า เติบโต ผมเองก็เคยหลงระเริงกับมันอยู่พักหนึ่ง เพราะชีวิตไม่เคยประสบความสำเร็จแบบนี้ ชีวิตที่ไม่เคยคิดว่าจะมายืนจุดนี้ แน่นอนเราก็เชื่อว่าเราปฏิบัติมาถูกทางแล้ว เราก็เชื่อว่าเราเก่งแล้ว เราเชื่อว่าเข้าใจแล้ว มันก็ไม่ได้ผิดอะไรเพียงแต่ว่า เราไม่ได้รักษา หรือเรามองมันง่ายเกินไป นี่แหละ “ขึ้นแล้วหลง”

เพราะหลาย ๆ ครั้งของชีวิตมันจะมีช่วงที่ชีวิตก้าวกระโดด เหมือนได้ขึ้นไปสู่ที่สูงของหอคอย แน่นอนว่าเรามีสิทธิ์ที่จะตักตวงช่วงเวลานั้น แต่ถ้าหลงมันเกินไป จนลืมมองว่าฐานหอคอยนั้นมันไม่ได้แข็งแรง มัวแต่สุขใจรับลมชมวิว วันดีคืนดี มันพังคลืนลงมา ก็เจ็บตัว

แน่นอนผมได้กล่าวถึงทั้งชีวิตขาขึ้นและขาลง นี่จึงเป็นที่มาของ “ขึ้นอย่าหลงลงอย่าท้อ” ก็เพราะว่าเวลาที่คุณขึ้นนั้น ถ้าคุณไม่หลงคุณก็จะประคองความสุขของคุณไปได้ เวลาที่คุณลงคุณไม่ท้อคุณก็จะต่อสู้ไปได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าคุณเข้าใจในสิ่งนี้ มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมี ขึ้น ลง..

และหากขึ้นไม่หลง จังหวะลงจะไม่แรง ไม่หนักหนา หรือบางทีไม่เป็นอะไร เพราะรองรับไว้ดีแล้ว แม้แต่มันซวย ลงมาหนักจริง ๆ มันก็ขึ้นไปใหม่ได้ เพราะเรารู้ว่าขึ้นไปอย่างไร ไม่จำเป็นต้องท้อ

ดีที่สุดเมื่อรู้ตัว ยามขึ้น และพร้อมยามลง เพราะชีวิต ย่อมมี ขึ้น ลง
แต่ก็อย่าลืม ถ้าลงแล้วไม่ได้ท้อ แต่หลง คล้ายที่กล่าวข้างต้น คิดเอาว่า แค่นี้ก็พอใจ เมื่อก่อนเคยดีมาแล้ว เคยมี มาแล้วตอนนี้ไม่มีไม่เป็นไร.. มุมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องดี ถ้าเราพอดี พอใจในวันนี้ แต่ลองสังเกตดี ๆ คนที่พอใจจริง ๆ จะไม่เอาความภาคภูมิใจเก่า ๆ มาเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพราะเขาทำ[[

slot]]อีกไม่ได้นั่นเอง..

ทั้งหมดนี้ ทั้งเตือน ทั้งหยิบยกตัวอย่าง ทั้งพยายามแสดงให้เห็น แต่ที่สุดเพียงเพื่อให้รับมือ เปิดรับกับทุกสิ่งในชีวิตที่มีขึ้น มีลง ดีกว่าถ้ารู้ตัวยามขึ้น ดีกว่าถ้าพร้อมยามลง และแม้จะไม่พร้อม มันก็แค่เริ่มใหม่อีกครั้ง เหมือนหลายครั้งที่เราผ่านมาในชีวิตเรา.. เป็นกำลังใจให้ครับ