ผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน 2561: อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษา

kidsandmom

เมื่อวานนี้ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องของเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย และอัตราโบนัสเฉลี่ยของปี 2562 กันไปแล้ว หวังว่าพอจะได้ประโยชน์ในการนำเอาไปเสนอของบประมาณจากผู้บริหารนะครับ วันนี้จะมาต่อในเรื่องของผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนในอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายๆ บริษัทต้องการข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงอัตราการจ่ายของตนเอง ซึ่งก็คือ อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษานั่นเอง

เครดิตฟรี

อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาในที่นี้ จะเป็นอัตราแรกจ้างที่บริษัทเริ่มต้นจ้างพนักงานที่เพิ่งจบการศึกษามาใหม่ๆ และยังไม่มีประสบการณ์ใดๆ มาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นว่าจ้างแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษาที่จบ และสาขาวิชาที่จบออกมา

เมื่อปี 2561 ในเดือนเมษายน ได้มีการประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ออกมา ซึ่งก็ทำให้มีผลกระทบต่ออัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษานี้ด้วยเช่นกันแต่ก็จะกระทบแต่เฉพาะระดับ ปวช. และปวส. เท่านั้น ระดับปริญญาตรีไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

เราลองมาดูอัตราแรกจ้างที่ได้จากผลการสำรวจค่าจ้างของทาง Think People Consulting กันครับ

สล็อต

ปวช.- ปวส.

ผมได้นำเอาอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาของระดับ ปวช. และปวส. ย้อนหลังมาเปรียบเทียบให้ดู จะเห็นว่า ในปี 2561 นั้น อัตราแรกจ้างได้ขยับขึ้นประมาณ 2-5% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลที่เข้ามาใกล้กับอัตราแรกจ้างเดิมที่เคยกำหนดไว้ ก็เลยทำให้ในระดับ ปวช. และปวส. จำเป็นที่จะต้องกำหนดอัตราแรกจ้างใหม่ ให้หนีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำออกไป

ปริญญาตรี ตามสาขาวิชาชีพ

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ชัดว่า อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาสำหรับวุฒิปริญญาตรีไม่ว่าจะในสาขาวิชาไหนนั้น แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลย เช่น วิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงอยู่ในอัตราเฉลี่ยที่ 18,000 บาท สาขาวิชาชีพอื่นๆ ก็เช่นกัน ก็อยู่ที่ประมาณเท่าเดิมมาประมาณ 5 ปีแล้ว

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า การจ่ายค่าจ้างเงินเดือนของธุรกิจเริ่มหันมามองที่ผลงานของพนักงานเป็นหลัก ไม่ใช่จ่ายตามวุฒิการศึกษาอีกต่อไป อัตราแรกจ้างเป็นเพียงแต่จุดเริ่มต้นที่บริษัทจะกำหนดไว้ว่าจะเริ่มต้นจ้างที่เท่าไหร่ที่พอจะได้พนักงานที่เข้ามาทำงานได้ โดยที่เข้ามาเรียนรู้การทำงานกันก่อน อีกทั้งนิสิตนักศึกษาจบใหม่เอง ก็มีจำนวนมาก แม้ว่าหลายบริษัทจะบ่นว่า หาคนยาก แต่จากอัตราการจบการศึกษาที่สถาบันอุดมศึกษาแจ้งตัวเลขมาแต่ละปี ก็มีค่อนข้างมาก

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ บริษัทเริ่มไม่จ้างพนักงานจบใหม่อีกต่อไป เพราะอยู่ไม่นาน เข้ามาได้ไม่นาน พอเรียนรู้ทำงานได้ ก็ลาออกไปกันหมด หลายๆ บริษัทก็เลยกำหนดนโยบายใหม่ว่า จะไม่จ้างพนักงานที่จบการศึกษาใหม่อีกแล้ว แต่จะจ้างคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน จะได้ไม่ต้องสอนอะไรมากมาย สามารถที่จะทำงานได้เลย และต่อยอดการทำงานให้ดีขึ้นได้โดยที่บริษัทเองก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งสอนงานกัน

สล็อตออนไลน์

ก็เลยทำให้อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาไม่ค่อยมีการขยับตัวกันมากนัก

อย่างไรก็ดี บริษัทที่ยังคงมีนโยบายในการว่าจ้างพนักงานจบใหม่ ก็ลองนำเอาอัตราแรกจ้างนี้ไปปรับใช้ดูได้ครับ ค่าเฉลี่ยที่แสดงในตารางคงไม่ใช่ค่าที่สมบูรณ์ที่สุด เวลานำเอาอัตราแรกจ้างไปใช้งานจริง ก็คงต้องพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายของเด็กจบใหม่ที่เรารับด้วย บริษัทที่เราแข่งขันด้วย และพื้นที่ที่บริษัทเราตั้งอยู่ สิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการกำหนดอัตราแรกจ้างของเราได้ครับ
(ผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน: อัตราการขึ้นเงินเดือน และโบนัส 2562)
วันนี้ผมขออนุญาตนำเอาผลสรุปจากผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของ Think People Consulting ที่ผมได้ดำเนินการทำการสำรวจในปีนี้มาเล่าให้อ่านกันนะครับ ประเด็นแรกเลยที่อยากเล่าในวันนี้ก็คือ เรื่องของอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีหน้าว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ และอัตราโบนัสเฉลี่ยว่าตลาดเขามีประมาณการกันไว้สักกี่เดือน

จะว่าไปปีนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ทรงๆ ไม่ได้กระเตื้องขึ้นมากนัก ตัวเลข GDP สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว แต่โดยรวมมันก็ไม่ได้แบบดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสักเท่าไหร่ GDP ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการไว้ก็ประมาณ 4.4% ในปลายปี 2561 นี้

ส่วนตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคที่ทางกระทรวงพาณิชย์ประมาณการไว้ตอนปลายปี ก็ประมาณ 1.4% เท่าที่ดูจากตัวเลขในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้นก็อยู่ที่ประมาณ 1.1% ซึ่งก็พอมองออกได้ว่า ปลายปีนี้ก็ไม่น่าจะเกิน หรืออาจจะไม่ถึง 1.4% ตามที่ประมาณการไว้

เมื่อมาพิจารณาจากตัวเลขอัตราการขึ้นเงินเดือนย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2561 ที่เพิ่งขึ้นกันไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ ตัวเลขก็อยู่ที่ 4.87 4.79 4.75 และ 4.81 ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาจากผลการสำรวจค่าจ้างของสถาบันอื่นประกอบ ก็จะเห็นว่า หนีกันไม่เยอะนัก มันการแสดงให้เห็นว่า อัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยของประเทศไทยนั้น อยู่ในเกณฑ์คงที่มาโดยตลอด แต่ถ้าพิจารณากันให้ลึกๆ หน่อย จะเห็นแนวโน้มที่จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เพียงแต่ขยับลงไปทีละนิด

ส่วนปี 2562 นั้น ควรจะเสนองบประมาณการขึ้นเงินเดือนกันสักปี % ดี ก็คงต้องพิจารณาจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งก็คือตัวเดียวกับอัตราค่าครองชีพ ที่ปลายปีนี้อยู่ที่ประมาณการคือ 1.4%

ถ้าบริษัทของเราต้องการรักษาระดับการให้รางวัลผลงานไว้ที่ประมาณ 4% คือ ที่เป็น merit จริงๆ ไม่รวมภาวะเงินเฟ้อ ถ้าเราต้องการไว้ที่ 4% นั่นแปลว่า เราก็ต้องเอา 4% มาบวกกับภาวะเงินเฟ้อที่ประมาณการไว้คือ 1.4%

jumboslot

สรุปแล้วเราก็น่าจะเสนองบประมาณการขึ้นเงินเดือนที่ประมาณ 5.4% (โดยประมาณนะครับ)

จากที่ผมพิจารณาจากตัวเลขที่ได้มา และกับภาวะเศรษฐกิจของไทยแล้ว ก็ประมาณการว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนของธุรกิจบ้านเราน่าจะอยู่ในช่วง 4.5 -5.5% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันของแต่ละธุรกิจ และความสามารถในการจ่ายของธุรกิจนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

ส่วนโบนัสตามผลงานนั้น ก็อยู่ที่ประมาณ 2.5 – 3.5 เดือนโดยเฉลี่ยในทุกอุตสาหกรรม

เมื่อเห็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนแล้ว เราก็อาจจะรู้สึกว่ามันจะมีพลังในการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้หรือ ก็ต้องบอกว่า เราจะขึ้นมากกว่านี้ ก็เป็นภาระของบริษัทในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าตลาดเกาะกลุ่มกันประมาณนี้ ก็คงต้องรักษาระดับการแข่งขันไว้ก่อน จากนั้นก็ค่อยมาพิจารณาว่า มีรูปแบบค่าจ้างอื่นๆ ที่พอที่จะเข้ามาเสริมในเรื่องของแรงจูงใจได้หรือไม่

คำตอบก็คือ โบนัส ตามผลงานของบริษัท ซึ่งจ่ายให้พนักงานตามผลงานของพนักงานด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้หลายองค์กรที่มีผลประกอบการที่ดี ก็หันมาใช้โบนัสตามผลงานในการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในเรื่องของการสร้างผลงาน

slot

และบางองค์กรก็เริ่มหันมาใช้ Incentive มากขึ้น โดยผูกกับผลงานโดยตรงของพนักงานเลย โดยเฉพาะกลุ่มงานที่สร้างยอดขาย และกำไรให้กับบริษัทได้โดยตรง ก็จะสามารถตัดแบ่ง Incentive ให้กับพนักงานเพื่อกระตุ้นการสร้างผลงานที่ดีขึ้นได้อีกเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืม การสร้างแรงจูงใจในรูปแบบของรางวัลที่จับต้องไม่ได้ด้วยนะครับ เช่น การให้คำชม การทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองสำคัญ และตนเองมีส่วนในการสร้างผลงานที่ดีให้กับบริษัท และการยอมรับในผลงานจากตัวหัวหน้าของเขาเอง สิ่งเหล่านี้ เราสามารถนำมาใช้เสริมแรงจูงใจได้มากขึ้น ในภาวะที่ระบบค่าตอบแทนอาจจะมีลูกเล่นอะไรไม่มากนัก ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้