แนวทางการวางแผนพัฒนาบุคลากรปีหน้า ในช่วงเวลาที่งบประมาณถูกจำกัด

kidsandmom

แนวโน้มของการวางแผน บริหารทรัพยากรบุคคล ในปี 2021 นั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลายองค์กรมีการปรับลดงบประมาณทางด้านบริหารทรัพยากรบุคคลลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนและก็ ยังไม่รู้ว่าจะดีขึ้นในเมื่อไหร่ จึงเป็นผลทำให้หลายองค์กรต้องพยายามรัดเข็มขัด เพื่อทำให้เกิดสภาพคล่องในการบริหารธุรกิจของตนเอง ทั้งนี้ ก็เพื่อทำให้ธุรกิจของตนอยู่รอดจนถึงวันที่เศรษฐกิจดีขึ้น

เครดิตฟรี

และในช่วงของภาวะเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ การบริหารคนในองค์กรก็ยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาบุคลากรไม่ว่าจะเป็นการอัพสกิลหรือรีสกิล ดังนั้นหลายองค์กรก็พยายามที่จะคิดหาวิธีการในการพัฒนาคน โดยใช้งบประมาณให้น้อยที่สุด บางแห่งก็ยังคิดไม่ออกว่าเราจะต้องทำอย่างไรดีในปีถัดไปด้วยงบประมาณจำกัดแต่ต้องพัฒนาพนักงานให้ได้อย่างที่ผู้บริหารต้องการ วันนี้จึงนำเอาแนวทางคร่าวๆเพื่อเป็นไอเดียสำหรับท่านที่กำลังจะวางแผนพัฒนาบุคลากรในปีหน้าโดยที่มีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ลองดูว่าจะมีวิธีการใดบ้างนะครับ

วางแผนพัฒนาโดยมุ่งเน้นไปที่ทักษะและความสามารถที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร ส่วนใหญ่มักจะเป็นทักษะที่มีความจำเป็น ส่วนทักษะด้านอื่นๆที่ไม่จำเป็น ในปีถัดไปก็อาจจะละไว้ก่อนก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ ให้พิจารณาจากแผนกลยุทธ์ขององค์กรแล้วดึงออกมาเป็นทักษะใหม่ๆที่พนักงานจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อที่จะทำให้องค์กรไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้ แล้วกำหนดมาเป็นแผนการพัฒนาพนักงาน ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณให้โฟกัสไปที่ทักษะที่จำเป็นเท่านั้น

สล็อต

พิจารณารูปแบบและเครื่องมือการพัฒนารูปแบบใหม่ๆบ้าง ไม่ใช่เน้นแต่เพียงการฝึกอบรมแต่เพียงอย่างเดียว จริงๆ วิธีการพัฒนาพนักงานมีหลายรูปแบบมากมาย เพียงแต่หลายๆองค์กรไม่เคยคิดจะนำรูปแบบเหล่านั้นมาใช้งานจริง เพราะเนื่องจากยังมีงบประมาณเพียงพอ แต่ในปีถัดไปถ้างบประมาณถูกจำกัดมากขึ้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องนำวิธีการพัฒนาพนักงานรูปแบบใหม่มาใช้บ้าง เช่น การทำ Work Shadowing คือการให้พนักงานไปเป็นเงาของคนเก่งๆในองค์กรเรียนรู้จากการทำงานจริงจากคนที่เป็นผู้ เชี่ยวชาญ หรือการให้พนักงานเก่งๆที่อยู่ในองค์กรเป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานที่ต้องพัฒนาทักษะบางอย่าง หรือการสร้างโครงการใหม่ๆขึ้นมาแล้วให้พนักงานที่มีอยู่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการใหม่ๆนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการ รวมถึงการให้ผู้จัดการหรือผู้นำองค์กรที่มีทักษะการบริหารที่ดีมาสอนมาเป็นโค้ชให้กับพนักงานภายในองค์กร หรือแม้กระทั่งการให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผ่านการอ่านหนังสือ บทความ แล้วนำมาสรุปให้กับทีมงานได้ฟังกัน ฯลฯ ด้วยวิธีการเหล่านี้ จะทำให้พนักงานได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ๆได้อย่างดีโดยที่ใช้งบประมาณไม่สูงนัก สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบุคคลจำเป็นที่จะต้องวางแผนพัฒนาในปีถัดไป ด้วย

สล็อตออนไลน์

พิจารณาเทคโนโลยีใหม่ๆสำหรับการเรียนรู้ของพนักงาน ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ของคนเรามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ E-learning รวมถึงโปรแกรมในการพัฒนาทักษะมากมายซึ่งเราสามารถซื้อครั้งเดียวแล้วสามารถใช้กับพนักงานหลายคนได้ เพียงแต่ฝ่ายบุคคลจำเป็นที่จะต้องวางแผนให้ดีเสียก่อนที่จะลงทุนซื้อเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการเรียนการสอนเหล่านี้เข้ามาใช้
ใช้การโคชชิ่งให้เป็นประโยชน์ หลายองค์กรมีนโยบายให้ผู้จัดการเป็นคนสอนงานพนักงานตัวเองดังนั้นในปีหน้าเราควรจะนำเอานโยบายเหล่านี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งแล้วทำให้มันเกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติให้ได้ โดยการให้ผู้จัดการทุกคนเป็นโค้ชหรือเป็นผู้ฝึกสอนให้กับพนักงานของตนเองโดยเฉพาะงานประจำที่พนักงานต้องทำ ส่วนทักษะใหม่ๆเราก็สามารถใช้งบประมาณที่มีอยู่ในการเปิดโอกาสให้พนักงานเก่งๆได้มีโอกาสเรียนรู้ในทักษะใหม่ๆที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต เมื่อพนักงานคนใดที่เรียนรู้แล้วเก่งแล้วก็แปลงร่างพนักงานคนนั้นให้เป็นโค้ชเพื่อมาสอนพนักงานภายในองค์กรอีกครั้งหนึ่ง การพัฒนาในลักษณะนี้ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรของเราได้เช่นกัน
คือสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าในช่วงแห่งงบประมาณจำกัดนั้นเราก็ยังสามารถวางแผนพัฒนาบุคลากรในองค์กรของเราได้อย่างชัดเจนเพียงแต่อาจจะมีข้อจำกัดบ้างในบางเรื่องเช่นเราไม่สามารถจะนำทุกเรื่องมาพัฒนาได้ทั้งหมด ต้องมุ่งเน้นเรื่องสำคัญสำคัญ เพื่อใช้งบประมาณให้เป็นประโยชน์ที่สุด ส่วนการพัฒนาคนประจำวัน หรือพัฒนางานประจำต่างๆเราก็อาศัยคนไหนที่เก่งๆเป็นผู้ฝึกสอนเป็นโค้ชเพื่อทำให้พนักงานมีทักษะที่ดีขึ้น

ก็น่าจะเป็นไอเดียสำหรับองค์กรที่ต้องวางแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลในปีหน้าได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
(Micro Management วิธีการบริหารที่ให้โทษมากกว่าที่คิด)
มีผู้จัดการหลายคนที่บริหารจัดการพนักงาน และทีมงานแบบล้วงลึกแทบจะทุกขั้นตอนการทำงานของพนักงานแต่ละคน เรียกได้ว่า ถ้าผู้จัดการเอางานพนักงานมาทำเองได้คงทำเองไปทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะตั้งแต่การกำหนดขั้นตอนการทำงาน การหาวิธีการในการทำงาน การแก้ไขปัญหาของการทำงาน ฯลฯ พนักงานที่ทำงานแทบจะไม่มีโอกาสได้คิดและทำงานด้วยตนเองเลย ผู้จัดการจะเข้ามาล้วงลูก และเข้ามาสั่งการในทุกเรื่อง การบริหารแบบนี้เราเรียกกันว่า Micro Management

ผู้จัดการที่มีลักษณะบริหารงานแบบ Micro Management นั้น ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกตัวเองว่าตนเองเป็นแบบนั้น แต่จะคิดว่าตนเองจะต้องทำงานให้ได้ดีที่สุด ผลงานของพนักงานทุกคนที่อยู่ภายใต้การดูแล จะต้องออกมาดีที่สุด ไม่มีที่ติ ซึ่งนี่ก็คือ ลักษณะของคนที่เป็น Perfectionist ผู้จัดการที่มีความต้องการความสมบูรณ์แบบสูงๆ จะเป็นคนที่มีแนวโน้มจะบริหารจัดการแบบ Micro Management

เนื่องจากต้องการความสมบูรณ์แบบ การทำงานทุกขั้นตอนก็เลยต้องอยู่ในสายตาทั้งหมด จนทำให้พนักงานในทีมรู้สึกไม่สบายใจที่จะทำงานด้วย พนักงานบางคนเกิดความรู้สึกว่านายไม่ไว้ใจ นายไม่เชื่อใจ นายไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถทำงานได้เอง ฯลฯ จนบางคนบ่นให้ฟังตรงๆ เลยว่า “ถ้าบริหารแบบนี้ ก็ไม่ต้องมีลูกน้องหรอก ทำเองทั้งหมดดีกว่ามั้ง”

อย่างที่หลายท่านน่าจะพอทราบอยู่แล้วว่า บทบาทหน้าที่ของผู้จัดการ ก็คือ การบริหารจัดการผลงานของลูกน้องให้ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น ผู้จัดการที่ดี จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกับทีมงานของตนเองแต่ละคน โดยทุกคนจะต้องมองเห็นภาพผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างชัดเจนมากที่สุด ผู้จัดการจะเน้นไปที่ What ก็คือ ผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านปริมาณ คุณภาพของงาน และเวลาในการทำงาน

จากนั้นก็ปล่อยให้พนักงานไปหาวิธีการที่จะทำให้งานในความรับผิดชอบของตนนั้น สำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ How พนักงานจะต้องคิดหาวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้งานที่ได้รับมอบหมายนั้น สำเร็จให้ได้

jumboslot

ผู้จัดการก็ต้องปล่อย และให้อิสระแก่พนักงานตามสมควร ไม่ควรที่จะเข้าไปจ้องดูการทำงานทุกขั้นตอนจนพนักงานไม่สามารถกระดิกตัวได้เลย เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่ของผู้จัดการก็คือ บริหารจัดการ ควบคุมดูแล ไม่ใช้เข้าไปทำเอง หรือสั่งการในทุกขั้นตอน

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว สิ่งต่อไปที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจนก็คือ ช่วงเวลาในการติดตามผลความคืบหน้าของงาน เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกสามวัน หรือทุกวัน บางแห่งก็กำหนดเป็นรายเดือน อันนี้แล้วแต่งาน และความเร่งด่วนของงาน ภาษาสมัยนี้เราเรียกว่า Check-in ก็คือ พนักงานกับผู้จัดการจะต้องประชุมกันคุยกัน ถึงความคืบหน้าของงาน ปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางในการป้องกันปัญหาต่างๆ โดยผู้จัดการก็จะทำหน้าที่รับฟัง และให้ความเห็น รวมทั้งให้คำแนะนำที่ดี เพื่อให้พนักงานสามารถนำไปปฏิบัติงานต่อได้จริง

ผู้จัดการหลายท่านมักจะโต้แย้งว่า ถ้าปล่อยให้พนักงานไปทำงานกันเอง ผลอาจจะไม่ดี ถ้าไม่ดูแลใกล้ชิด เอาเข้าจริงๆ ถ้าเราดูแลแบบใกล้ชิดจนมากเกินไป มันจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า ห่างไปก็ไม่ดี ใกล้ไปก็ไม่ดี ต้องหาจุดตรงกลางที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย

พนักงานเองก็ต้องการอิสระ ต้องการที่จะแสดงความสามารถของตนเองให้นายเห็นเช่นกัน ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้จัดการเราก็ต้องเปิดโอกาส และให้อิสระในการทำงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคน

slot

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พนักงานจะมีกำลังใจ และมีแรงจูงใจในการทำงาน และรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของงานมากขึ้น แค่เพียงผู้จัดการเปิดโอกาสให้เขาได้คิด และแสดงฝีมือจริงๆ โดยนายคอยกำกับ และคอยให้คำแนะนำอย่าให้มันหลุดกรอบไปมากนัก